Black & White

      เชื่อว่าในตู้เสื้อผ้าของคุณสาว ๆ ต้องมีเสื้อกันตายแบบเบสิค เอาไว้ใส่ในวันที่นึกอะไรไม่ออก แต่พอหยิบมาใส่ปุ๊บก็ดูดีได้ปั๊บทันใจกันไปเลยทีเดียว เสื้อผ้าที่ว่านั้นก็คือ กางเกงดำ  กางเกงขาว เสื้อขาว เสื้อดำ เสื้อลายทางขาวดำ แจ๊คเก็ตขาว แจ๊คเก็ตดำ นับว่าเป็นเซ็ตเสื้อผ้าคุมโทน โทนขาวดำนี้เป็นหนึ่งในเสื้อผ้าที่หลากหลายในทุกสไตล์ของผู้สวมใส่ การที่คุณจะหยิบเสื้อผ้ามาใส่ได้ด้วยความมั่นใจ ในวันที่ไม่มีอารมณ์จะแต่งตัว หากแต่เรารู้ว่าเสื้อผ้าถือเป็นอีกหนึ่งในสีสันของชีวิตที่เป็นเรื่องสนุกสนาน และโลกของแฟชั่นก็เป็นโลกใบที่ท้าทายให้เราวิ่งตาม เชื่อไหมว่าคุณวิ่งเข้าไปเถอะ ไม่มีทางทันหรอก ทางที่ดีเรามาสร้างเทรนด์ของตัวเองดีกว่า แฟชั่นจะไปทางไหนช่างเขา 

      เทรนด์มั่นใจง่าย ๆ ที่จะแนะนำก็คือ เสื้อยืดลายขวางขาวดำ หยิบมาใส่เมื่อไหร่คุณจะดูชิคขึ้นมาเมื่อนั้น ไม่ว่าจะใส่กับกางเกงบลูยีนส์ หรือยืนส์สีดำ  ซึ่งสามารถสร้างบุคลิกพิเศษให้กับหญิงสาวผู้สวมใส่ได้อย่างสวยงาม เสื้อยืดลายขวางนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในความนิยม โดยเฉพาะแฟชั่นลายขวางสีขาวดำ รูปแบบของเสื้อยืดที่สวมใส่แบบสบาย ๆ เหมาะสำหรับวันว่าง พักผ่อนง่าย ๆ หากแต่ผู้สวมใส่ยังดูดี มีทั้งแบบคอกลม คอแหลม แขนสั้น และแขนยาว ใส่กับกางเกงยินส์ก็ดูทะมัดทะแมง เพิ่มเข็มขัด หมวก และเสื้อคลุมเบาเบา แค่นี้ก็ไปไหนไปกันได้แล้ว

      แล้วถ้าเสื้อลายขวางเป็นแขนยาวล่ะ นี่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีงามของสาวชิค โดยเฉพาะในโทนขาวสลับดำ จะเป็นเสื้อยืดหรือเสื้อผ้าคอตตอนก็จะดูดีมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อรัดรูปก็ช่วยให้ดูกระชับสัดส่วนพอดิบพอดี  การนุ่งกางเกงยีนส์นั้นขอบอกว่าเป็นตัวช่วยเสริมเสน่ห์ สร้างความเท่และเก๋ได้อีกมากมาย หรือคุณสาว ๆ ชอบความสบายตัวจะเลือกหยิบเลคกิ้งดำมาสวมในวันสบายก็เข้ากัน 

      เสื้อโปโลลายขวางขาวดำเป็นเสื้อทรงสปอร์ตที่ดูดี มีความอมตะไม่เคยตกยุคล้าสมัย หยิบมาใส่เมื่อไหร่คุณก็จะกลายเป็นสาวเท่ไปเมื่อนั้น สามารถใส่ไปเดินเล่น ไปเที่ยวชายทะเล กับหมวกสวย ๆ สักใบ ช่วยปรับลุคให้ดูเป็นสาวนักผจญภัยในวันหยุด หากแต่ความเป็นคอปกของโปโลก็สามารถปรับให้ดูเป็นสาวมั่นได้หากนำมาใส่กับกางเกงสแลคทรงสุภาพในการออกไปทำงานนอกสถานที่

      เสื้อลายขาวดำแขนกุดสุดเซ็กซี่ หากช่างตัดเสื้อนำผ้าลายขวางมาวางลายเป็นลายทะแยงแล้วนำมาตัดเสื้อสวยแขนกุดให้คุณใส่คุณจะกลายเป็นสาวเซ็กซี่สุดแนว ปัจจุบันเป็นแฟชั่นยอดนิยมกำลังมาเลยนะคะ ทั้งวัยรุ่นและสาววัยทำงานต่างก็จะต้องมีไอเท็มนี้ติดตู้เสื้อผ้าไว้  เลือกใส่กับกางเกงหรือกระโปรงก็จะได้บุคลิกที่แตกต่างกันไป เช่น ใส่กับยีนส์ก็จะเสริมความเท่ หากอยากเป็นสาวหวานกระโปรงสีขาวบานพลิ้วจะช่วยให้คุณกลายเป็นสาวหวานละมุนตา หรืออาจจะใช้ผ้าลายเดียวกันมาตัดกระโปรงตัวเก่งใส่เข้าชุดกันก็สวยไปอีกแบบ หรืออยากลดวัยก็หากางเกงขาสั้นสีขาวมาใส่ รับรองว่าคุณจะดูวัยรุ่นขึ้นทันตาเห็นเลยทีเดียว

      หากคุณอยากจะได้มากกว่าเสื้อแขนกุด เอาเป็นเสื้อสายสปาเก็ตตี้ลายขวางขาวดำเลยดีไหม ทั้งเก๋และเซ็กซี่แบบเอาใจไปเลย เหมาะสำหรับคุณที่อยากอวดผิวผ่องให้แดดลมได้โลมเลีย สำหรับเสื้อสายเดี่ยวนี้ก็เป็นที่นิยมสำหรับสาวๆ ที่จะใส่เป็นเสื้อตัวเดียว หรือจะใส่เสื้อสวย ๆ ทับอีกสักตัว เพิ่มเลคกิ้ง หรือกางเกงยีนส์สวย ๆ เข้าไปตามโอกาสก็จะสร้างบุคลิกใหม่ให้กับคุณคนเดิมได้แล้ว

      เดรสลายขวางขาวดำเป็นหนึ่งในชุดสุดกรี๊ดของสาวๆ เนื่องจากหยิบมาใส่เดี่ยวก็ดูเป็นสาวเซอร์ หากใส่ผ้าใบขาวกับหมวกอีกใบใครชวนไปเที่ยวไหนไปได้เลยนะ หรือจะเลือกเป็นเกาะอกกระโปรงยาวก็ดูดีเหมาะสำหรับโอกาสพิเศษ สามารถใส่ไปดินเนอร์สุดพิเศษสร้างความประทับใจให้คู่เดทของคุณอย่างแน่นอน หรืออยากจะใส่วันสบายก็เลือกเป็นเดรสลายขวางขาวดำแขนสั้นเหมาะสำหรับไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ในวันว่าง  ทั้งหมดนี้ถือเป็นเทรนด์และสไตล์ที่ทำให้คุณได้ดูดีแบบไม่ยากเลย นะคะ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

Polka Dots Style

      ลาย Polka Dot หรือลายจุด นี้ อยู่คู่กับโลกแห่งแฟชั่นมาอย่างยาวนาน นับร้อยปี เอาจริงความจุดของลายจุด นี้มีความโดดเด่น  ในการเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้กับคุณสาว สาวได้เป็นอย่างดี แล้วแต่คุณจะหยิบมาใช้ให้เหมาะ ไม่ว่าจะเป็นลายจุดเล็กหรือใหญ่ แต่ต้องเลือกความจุดให้คลาสิก มิฉะนั้นคุณจะกลายเป็นโบโซ่หรือตัวการ์ตูนไปได้     ดังนั้นการที่คุณจะเลือกหยิบเสื้อผ้าลายจุดมาใส่นั้นคือส่วนสำคัญ โดยส่วนใหญ่แล้วถ้าแต่งตัวแบบสาวญี่ปุ่น ก็มักจะเลือกลายจุด ขาวดำ หรือจับคู่สีที่ไม่ฉูดฉาด ให้ลายจุดบนเสื้อผ้าดูไม่สะดุดตานัก และนำมาใส่กับเสื้อผ้าสีพื้น  และหากอยากเพิ่มกิมมิคเล็กน้อย ให้เลือกเสื้อผ้าสีพื้นที่สดใสขึ้น และหากว่าคุณ คิดจะแต่งตัวให้สวยเฉิดฉายด้วยเสื้อผ้าลายจุดแล้วล่ะก็  กูรูมีข้อแนะนำให้คุณเลือก แค่ผ้าลายจุดส่วนเดียว ไม่ว่าจะเป็นจุดจากลายเสื้อ กระโปรงหรือกางเกงก็ว่ากันไป แต่อย่าใส่ลายจุดทั้งท่อนบน ท่อนล่างเด็ดขาด ชอบอกว่าเคล็ดลับของการใส่เสื้อผ้าลายจุดให้ดูสวยนั้น  ควรนำมาใส่คู่กับเสื้อผ้าสีพื้น เพราะจะทำให้ไม่ลายตาจนเกินไป แถมยังช่วยทำให้สไตล์ลายจุดบนตัวเราดูโดดเด่นยิ่งขึ้นอีกด้วย

      อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเสื้อผ้าลายจุดเป็นหนึ่งเสื้อผ้าที่สาว สาว ไม่ควรจะพลาดที่จะมีติดตู้เอาไว้ เมื่อคิดอะไรไม่ออกเบื่อลายดอกเซ็งลายทาง ลายจุดจะมาตอบโจทย์ความงามของคุณในทันที เพราะเจ้าลายจุดนี่เป็นลายที่ทำให้ผู้สวมใส่ คลาสสิก และมีความน่ารักไปพร้อมๆกันในคราวเดียว มันเน้นความน่ารักนะ หาวันไหนคุณต้องการมีลุคที่เป็นprofessional ไม่แนะนำให้ใส่ลายจุดนะจ๊ะ แต่ยังไงก็คิดว่าของมันต้องมี ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนเสื้อผ้าลายจุดก็มักจะตอบโจทย์ได้หลากหลายความต้องการ  ลองมาดูความจุดในแบบต่าง ๆ ที่แฟชั่นนิสต้าเค้ากำหนดเอาไว้กันบ้างนะคะ นี่คือเทรนด์แฟชั่น เข้ากันกับลายจุด เมื่อคุณได้สัมผัสกับความจุดแล้วคุณจะมองลายนี้ต่างไปจากเดิม อย่างแน่นอน 

      การเลือกไอเทมลายจุดมาแต่งตัวนั้นคุณสาว ๆ ทำได้หลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าลายจุดแบบซีทรูที่ทำให้คุณดูสวยเซ็กซี่แบบมีสไตล์ ไม่ว่าจะทำเป็นเสื้อคลุมซีทรูลายจุดตัวยาว ซ่อนชุดลูกไม้แนบเนื้อไว้ข้างใน หรือจะเป็นเดรสสวย ๆ ลายจุดบนผ้าบางเบาให้ได้เห็นความงามของผิวเนียนอย่างวับแวม  หรือหากว่าคุณเป็นสาวหวานการเลือกผ้าลายจุดมาใส่เสริมความหวานขึ้นไปอีกขอแนะนำให้เลือกผ้าลายจุดที่มีโทนสีอ่อน พาสเทลอะไรงี้ เช่นสีฟ้าหวาน ๆ โดยมีพื้นสีของผ้าเป็นสีเดียวกันแต่ต่างโทนเข้มอ่อน หรือจะใช้คู่สีหวาน ชมพู ฟ้า , เหลือง ม่วง นำมาตัดเป็นเดรสน่ารัก ก็จะเพิ่มเสน่ห์ให้กับความหวานแบบจุด จุดของคุณไม่น้อยเลยทีเดียว 

      แล้วถ้าเชิ๊ตลายจุดสำหรับสาวมาดทอมล่ะ  ก็ต้องนำมาจับคู่กับกางเกงยีนส์ตัวสวย หรือนำมาเป็นผ้าผูกคอเท่ ๆ  ลวดลายและสีสันของผ้าลายจุด ที่คุณเลือกมาจะทำให้คุณดูดีมีสไตล์ ขึ้นมาทันที การเลือกไอเทมลายจุดมาแต่งนี้จะทำให้คุณค้นพบอะไรใหม่ ๆ ในตัวคุณก็ได้ เช่นความสนุกในการแต่งตัวแบบจับคู่สีให้น่าสนใจ และถ้าคุณชอบแบบสตรีทสไตล์ล่ะ เราก็ขอให้คุณไปหยิบยีนส์ขาดตัวเก่งออกมาจากตู้เลย แล้วไปหาเสื้อทีเชิ๊ตลายจุดมาจัดคู่เก๋ ๆ แล้วใส่หมวกสวย ถุงเท้าลายจุดที่เข้ากับเสื้อ และรองเท้าสีพื้นสด ๆ ที่ดึงสายตาทุกคู่ให้มาสัมผัสลายจุดที่มีอยู่ตรงนั้น ตรงนี้บนตัวคุณอย่างมีศิลปะ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

 

หมูผัดขิง

     หนึ่งในเมนูอร่อยง่ายได้สุขภาพ ที่เรามักจะสั่งกันเสมอเมื่อไปรับประทานอาหารที่ร้านข้าวต้ม ก็น่าจะหนีไม่พ้น เมนูหมูผัดขิง ซึ่งเป็นเมนูอร่อยดีมีประโยชน์ รับประทานกับข้าวต้มร้อน ๆ  เข้ากันเป็นที่สุด เครื่องเคราของเมนูนี้มีแต่ของดีมีประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมูติดมัน ขิงแก่ซอย เห็ดหอม บางท่านชอบใช้เห็ดหูหนู แต่ผู้เขียนเองรู้สึกว่า ใช้เห็ดหอมสดผัดจะได้รสชาติอร่อย และมีคุณค่าทางอาหารมากกว่า (อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะคะ บางท่านอาจจะเห็นต่างก็เป็นได้) นอกจากนั้นแล้วยังมีพริกเหลืองให้รสชาติและความหอม โรยด้วยต้นหอมกับต้นคื่นช่าย นำมาผัดเข้าด้วยกัน ก็จะได้เมนูอร่อยที่เราสามารถทำรับประทานเองก็ได้ที่บ้านแบบง่ายจริง ๆ เลย อารัมภบทมาเสียยาวยืด เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบและเครื่องปรุงกันนะคะ

     วัตถุดิบ

                           เนื้อหมูส่วนที่เรียกว่าชายสันหั่น                                 ½             กก.

                           ขิงซอย                                                                   1              ขีด

                           เห็ดหอมสด                                                             2              ขีด

                           พริกเหลืองหั่น                                                         3              เม็ด

                           ต้นหอมหั่นยาว                                                        3              ต้น

                           ต้นคื่นช่ายหั่นยาว                                                    2              ต้น

                           หัวหอมใหญ่หั่น                                                       1              หัว

                           กระเทียมสับ                                                          10              กลีบ

 

 เครื่องปรุง

                           น้ำปลาดี                                                                 1               ช้อนโต๊ะ

                           พริกไทยป่น                                                           ½               ช้อนโต๊ะ

                           เหล้าจีน                                                                 2                ช้อนโต๊ะ

                           ซีอิ๊วขาว                                                                 2                ช้อนโต๊ะ

                           เต้าเจี้ยว                                                                 1                ช้อนโต๊ะ

                           น้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูสำหรับผัด                              4                 ช้อนโต๊ะ

 

     เมื่อเตรียมวัตถุดิบและเครื่องปรุงกันเรียบร้อยแล้ว เรามาลงมือผัดกันเลยนะคะ  ขั้นแรกเราก็จะติดไฟตั้งกระทะพอร้อนใส่น้ำมันลงไปตามด้วยกระเทียมสับผัดพอหอม ใส่หอมใหญ่ตามลงไปค่ะตรงนี้มีเคล็ดลับให้ใส่ซีอิ๊วขาวหรือซอสปรุงรสยี่ห้อยอดนิยมลงไปสักสองเหยาะจะช่วยดึงกลิ่นของหอมใหญ่กับกระเทียมให้หอมฟุ้ง  ผัดพอหัวหอมสุกใสแล้วใส่เนื้อหมูลงไปตามด้วยเครื่องปรุงรสนะคะ น้ำปลาดี ซีอิ๊วขาว เหล้าจีน พริกไทยป่น เต้าเจี้ยว ผัดให้เข้ากันปรุงรสให้เข้มนิดนึงนะคะ เพราะเดี๋ยวเราจะใส่เห็ดหอมสด ซึ่งจะดูดรสของเครื่องปรุงเข้าไปในเนื้อเห็ดค่ะ 

     หลังจากที่เราใส่เครื่องปรุงเรียบร้อยแล้ว เราก็จะผัดจนหมูสุกนะคะ  พอหมูสุกแล้วทีนี้เราก็ลำเลียงวัตถุดิบที่เหลือใส่ตามลำดับดังนี้ค่ะ อันดับแรกเลยคือเราต้องใส่ขิงลงไปก่อนนะคะ เพราะเราต้องการให้ขิงออกรสในผัดจานนี้ ใส่ขิงลงไปแล้วผัด จากนั้นเอาฝามาปิดกระทะอบไว้ประมาณ  2 นาที เพื่อให้น้ำมันของขิงออกมาแทรกซึมในเนื้อหมูและน้ำผัด จากนั้นเราเปิดฝาออกใส่เห็ดหอมสดลงไป ผัดจนเห็ดสุก แล้วจึงใส่พริกเหลืองหั่นลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากันชิมรสจนถูกใจแล้วเราจึงใส่ต้นหอมและต้นคื่นช่ายหั่นลงไป ผัดเคล้าเบา ๆ สักสองสามทีแล้วตักใส่จานเสิร์ฟ กับข้าวต้มร้อน ๆ หรือข้าวสวยหอมๆ หุงสุกใหม่ ๆ ก็อร่อยค่ะ

     เคล็ดลับคู่เมนูอร่อย

     ขิง สมุนไพรให้ฤทธิ์ร้อน อันเป็นวัตถุดิบหลักในเมนูหมูผัดขิงของเรา ซึ่งกล่าวกันว่า ขิงเป็นสมุนไพรที่มีความโดดเด่นในเรื่องของรสชาติและกลิ่นเป็นอย่างมาก และมีคุณประโยชน์มากมายทั้งสรรพคุณทางยา และอาหาร  ถ้าจะพูดถึงเรื่องคุณค่าทางโภชนาการของขิงนั้นมีรายงานออกมาว่า ขิง 100 กรัม นั้นมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้ พลังงาน 25 กิโลแคลอรี โปรตีน 0.4 กรัม คาร์โบไฮเดรท 4.4 กรัม ไขมัน 0.6 กรัม ไฟเบอร์ 0.8 กรัม เหล็ก 1.2  มิลลิกรัม แคลเซียม 18 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 10ไมโครกรัม วิตะมินซี 1 มิลลิกรัม ไธอะมีน 0.02 มิลลิกรัม ไนอะซีน 1 มิลลิกรัม ไลโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม และมีต่อท้ายถึงข้อบ่งชี้ในการบริโภคขิงว่า ไม่ควรรับประทานขิงเกิน 4 กรัมต่อวัน เองจากอาจจะทำให้เกิดกรดไหลย้อนและรบกวนยาต้านการแข็งตัวของโลหิตได้ 

     สำหรับขิงนั้นไม่เป็นเพียงแต่จะมีประโยชน์เฉพาะทางด้านการประกอบอาหาร หรือทำให้รสชาติของอาหารดีขึ้น หากแต่ยังมีสรรพคุณอื่น ๆ ที่ดีต่อร่างกายมนุษย์อีกหลายด้าน อาทิเช่น แก้อาการวิงเวียนเนื่องจากการเมารถเมาเรือ   , แก้ปัญหาผมขาดร่วง , ช่วยลดอาการท้องอืด ,บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน , บรรเทาอาการปวดศีรษะเนื่องจากไมเกรน ,ลดน้ำตาลในโลหิต ,ดับกลิ่นในช่องปาก กล่าวได้ว่าขิงเป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์และเราสามารถเลือกนำขิงมาประกอบอาหารหรือใช้เป็นยาสมุนไพรได้อย่างเป็นประโยชน์จริง ๆ

เส้นใหญ่เย็นตาโฟ

     เย็นตาโฟ จัดอยู่ในหมวดก๋วยเตี๋ยว ที่มีเครื่องเครามากมายเยอะแยะ และมีน้ำซอสสีแดงสดอันเป็นเอกลักษณ์   เป็นเมนูเส้นที่มีรสชาติจัดจ้าน เอร็ดอร่อยด้วยความหลากหลายของเครื่องเครา ทั้งเครื่องสด อย่างเช่นกุ้งสด ปลาหมึกสด เลือดหมู เครื่องสำเร็จ อย่างเช่น ลูกชิ้นปลาทอด ลูกชิ้นกุ้ง เกี๊ยวปลา เต้าหู้ทอด ปลาหมึกแช่ เป็นต้น ที่สำคัญและขาดไม่ได้อีกสิ่งสำหรับเย็นตาโฟนั้นก็คือ ผักบุ้งไทยต้นใหญ่ ๆ ขาว ๆ อวบๆ  ลวกพอสุกอยู่ในน้ำเย็นตาโฟช่วยดึงรสชาติให้สะใจขึ้นได้อีกเยอะเลยค่ะ สำหรับเส้นที่นิยมทำเย็นตาโฟกัน อันดับหนึ่ง นั้นน่าจะเป็นเส้นใหญ่ รองลงมาเป็นเส้นปลา และบะหมี่เย็นตาโฟเป็นอันดับที่สาม เรามาลองทำเย็นตาโฟเป็นเมนูวันหยุดที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวกันดีไหมคะ ถ้าคุณตอบว่าดี มาเตรียมวัตถุดิบและเครื่องปรุงกันเลยค่ะ

     วัตถุดิบเส้นใหญ่เย็นตาโฟ

                     เส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่                                                       1             กิโลกรัม

                     ผักบุ้งไทย                                                                       1              กำใหญ่

                     ลูกชิ้นกุ้ง                                                                     200              กรัม

                     ลูกชิ้นปลา                                                                   200              กรัม

                     เต้าหู้ปลา                                                                    200              กรัม

                     กุ้งสดนำมาปอกเปลือกผ่าหลังลวก                                 300              กรัม

                     เลือดหมู หั่นพอคำ                                                            1              ก้อน

                     ปลาหมึกแช่นำมาหั่นเป็นชิ้น                                               2              ตัว

                     กระเทียมสับ                                                                     1              ขีด

                     น้ำมันสำหรับเจียวกระเทียม                                                4              ช้อนโต๊ะ

                     กระดูกเล้ง                                                                        1              กิโลกรัม

                     น้ำเปล่า                                                                            2              ลิตร

                     รากผักชี                                                                           5              ราก

                     กระเทียมกลีบ                                                                 10              กลีบ

                     พริกไทยเม็ด                                                                   20              เม็ด

                     เกลือป่น                                                                           1              ช้อนโต๊ะ

                     น้ำตาลกรวด                                                                    50              กรัม

                     ไช้เท้าหั่นแว่น                                                                   1               หัว

     เครื่องปรุงรสเส้นใหญ่เย็นตาโฟ

                      ซอสเย็นตาโฟ                                                                  1               ขวด

                      พริกจินดาสีแดงโขลกละเอียด                                          50               กรัม

                      น้ำส้มสายชู                                                                                       ครึ่งถ้วย

     การทำเย็นตาโฟนี้แม้จะดูเครื่องเยอะแต่ก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดนะคะ  เริ่มลงมือทำสิ่งแรกเราต้องต้มน้ำซุปก่อนค่ะ น้ำกระดูกเล้งมาล้างให้สะอาดใส่หม้อน้ำซุป ใส่เกลือป่น ไป 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายกรวด รากผักชี กระเทียมทั้งกลีบ พริกไทยเม็ดลงไปใส่หัวไชเท้าหั่นลงไปพร้อมกันแล้วเติมน้ำ 2 ลิตร ตั้งไฟกลางเคี่ยวไว้หมั่นช้อนฟองออกนะคะ อีกเตานึงเราตั้งหม้อน้ำลวก เส้นค่ะ พวกลูกชิ้น ปลาหมึกแช่ เลือดหมู นำมาลวกให้เรียบร้อย นำกระเทียมมาเจียวให้เหลืองหอมเตรียมเอาไว้ เมื่อน้ำซุปเดือด และน้ำสำหรับลวกเส้นเดือด เราก็เริ่มลงมือทำเย็นตาโฟกันได้เลยค่ะ เริ่มจากลวกผักบุ้งกับเส้นใหญ่ใส่ถ้วย ใส่กระเทียมเจียวลงไปคลุกเคล้ากับเส้น แล้วใส่เครื่องพวกลูกชิ้น กุ้งลวก เต้าหู้ปลา ปลาหมึกแช่ลงไป ราดด้วยซอสเย็นตาโฟ แล้วตักน้ำซุปเดือด ๆ ใส่ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชูผสมพริกตำ แค่นี้คุณก็จะได้อร่อยกับเย็นตาโฟรสเด็ดฝีมือตัวเองแล้วค่ะ หรือถ้าคนที่บ้านติดใจ ก็ลองเรียกคนแถวบ้านมาชิม คุณอาจจะได้เป็นแม่ค้าเย็นตาโฟเจ้าใหม่ประจำหมู่บ้านสร้างรายได้ให้ครอบครัวอีกต่างหากนะคะ

 

     ความรู้คู่เมนูอร่อย

     ซอสเย็นตาโฟที่วางขายกันสีแดงแปร๊ดอยู่ตามตลาดสดนั้นคุณรู้ไหมว่าเขาใส่อะไรกันบ้าง แล้วถ้าเกิดคุณสามารถทำซอสเย็นตาโฟได้ด้วยตัวเองล่ะ จะดีแค่ไหน ถามใจคุณดู เรามาลองทำซอสเย็นตาโฟสูตรอร่อย เพื่อเอาไว้ปรุงเมนูเย็นตาโฟสูตรประจำครอบครัวกันดีไหมคะ เตรียมเครื่องเครากันให้พร้อมเลยค่ะ ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปไม่ได้ถ้าเราอยากทำซะอย่างนะคะ สิ่งที่ต้องเตรียมไม่มีอะไรมากค่ะ มีแค่ ซอสมะเขือเทศ 200 กรัม  ซอสพริกศรีราชาสีเหลือง 100 กรัม   ซอสพริกศรีราชาสีแดง 100 กรัม (ซอสนี้มีขายที่แมคโครนะคะ) เต้าหู้ยี้สีแดง 6 ก้อน   ซอสหอยนางรม 100 กรัม น้ำตาลทราย 80 กรัม   ซีอิ้วขาว  3 ช้อนโต๊ะ หรือ เกลือป่น 1 ช้อนชา พริกขี้หนูจินดาสีแดง  30 เม็ด เมื่อไปจ่ายของได้วัตถุดิบมาครบแล้ว เรามาแปรรูปให้เป็นซอสแดงเย็นตาโฟกันดีกว่าค่ะ ไม่มีอะไรมากแค่นำเอาของทั้งหมดมาเทลงหม้อตั้งไฟ เคี่ยวจนเดือด ชิมรสให้เปรี้ยวนำ หวานและตามด้วยรสเค็ม เพียงแค่นี้ คุณก็จะได้ซอสเย็นตาโฟไว้ทำรับประทาน เป็นที่เชิดหน้าชูตาว่าเป็นสูตรเด็ดประจำตระกูลได้แล้วค่ะ  สำหรับสูตรนี้ หากปรุงดีๆ เพียงแค่ใส่ซอสเย็นตาโฟรสเจ็บไปแค่สองช้อน เย็นตาโฟของคุณจะเป็นเย็นตาโฟรสเด็ดแบบผู้รับประทานควรชิมก่อนปรุงได้เลยค่ะ

วาฟเฟิลชะอมไข่

     จากเมนูชะอมชุบไข่ทอดที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ๆ  วันนี้เรามาแปลงร่างเป็นวาฟเฟิลชะอมกันนะคะ ทำง่าย ๆ เพียงแค่เรามีเครื่องทำขนมวาฟเฟิลอยู่ที่บ้านเท่านั้น รับรองเลยว่าจะไม่มีใครเบือนหน้าหนีเมนูที่แสนน่ารักน่าอร่อยเมนูนี้อย่างแน่นอน  เคล็ดลับมีอยู่แค่ว่าคุณจะต้องใช้ไข่เป็ดเท่านั้นในการทำวาฟเฟิลชะอม เพราะไข่เป็ดจะให้โครงสร้างวาฟเฟิลที่แข็งแรงกรอบนอกนุ่มใน อร่อย และทำให้วาฟเฟิลออกมามีสีสันสวยงามอีกด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับวาฟเฟิลชะอม นั่นคือ ดิปปิ้งเป็นน้ำพริกกะปิอร่อย ๆ สักถ้วย พิมพ์ไปน้ำลายไหลไป เรามาลงมือเตรียมวัตถุดิบและเครื่องปรุงรส เมนูนี้กันดีกว่านะคะ

     วัตถุดิบ

                                    ชะอมสดรูดแล้วนำมาซอยให้สั้น                             2       กำ

                                    ไข่เป็ด                                                                 3       ฟอง

     เครื่องปรุงรส

                                     น้ำปลาดี                                                            ½       ช้อนโต๊ะ

                                     น้ำมันพืชหรือน้ำมันหมู สำหรับทาพิมพ์                   1       ช้อนโต๊ะ

     เครื่องน้ำพริกกะปิ

                                     กะปิดี                                                                  2      ช้อนโต๊ะ

                                     น้ำตาลปี๊บ                                                          ½       ช้อนโต๊ะ

                                     พริกขี้หนูสวน                                                     20       เม็ด

                                     มะเขือพวงตามชอบ

                                     เกลือ                                                                 ½        ช้อนชา

                                     กระเทียมไทย                                                    10        กลีบ

                                     มะนาว                                                                2        ผล

                                     น้ำปลาดี                                                             1        ช้อนโต๊ะ

     เมื่อเตรียมวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสกันเรียบร้อยแล้ว เรามาเริ่มที่ชะอมกันก่อนนะคะ ในยุคปัจจุบันนี้เชื่อว่าคุณผู้อ่านบางท่านจะไม่เคยรูดชะอมกัน แถมชะอมที่มีอยู่ในเมนูชะอมชุบไข่ที่เห็นขายกันตามตลาดนั้นก็แลดูประปรายเหมือนไม่เต็มใจใส่กันยังไงไม่ทราบ แต่ที่เราจะทำกันนี้จะมีมวลชะอมหนาแน่นจนคุณรู้สึกได้เลยทีเดียวค่ะ วิธีการรูดชะอมนั้นให้รูดย้อนหนามขึ้นไปแล้วเราจะไม่โดนหนามชะอมตำค่ะ เมื่อรูดเสร็จแล้วน้ำชะอมมาล้างน้ำแล้วน้ำมาวางบนเขียงใช้มีดซอยให้สั้น ๆ นะคะ จากนั้นก็นำมาผสมกับไข่เป็ดใส่น้ำปลาดีตีให้เข้ากัน แล้วก็เตรียมเสียบปลั๊กเครื่องทำวาฟเฟิลทาด้วยน้ำมันที่เตรียมไว้ได้เลยค่ะ เมื่อเครื่องร้อนแล้วเราก็เอาไข่กับชะอมที่ผสมไว้ใส่ลงในพิมพ์ แล้วปิดพิมพ์จนไฟแดงตัด เปิดดูว่าชะอมของเรานั้นสีเหลืองสวยหรือยัง ถ้าสียังอ่อนอยู่สามารถปิดฝาอบต่อได้อีกรอบค่ะ เมื่อเสร็จแล้วเราก็จะค่อย ๆ เอาช้อน ส้อมช่วยกันแซะวาฟเฟิลออกจากพิมพ์มาจัดจานให้สวยงาม เตรียมรับประทานคู่กับน้ำพริกกะปิได้เลยนะคะ

     วาฟเฟิลชะอมเสร็จแล้วเราหันมาตำน้ำพริกกันเลยค่ะ หงายครกมาแล้วใส่กะปิดีลงไปนะคะ ตามด้วยเกลือป่น ½ ช้อนค่ะโขลกให้เข้ากันแล้วใส่กระเทียมลงไปตำให้เป็นเนื้อเดียวกับกะปินะคะ จากนั้นก็ตามด้วยน้ำตาลปี๊บตำไปค่ะ  ตอนนี้กลิ่นกะปิกับกระเทียมจะโชยขึ้นมายั่วน้ำลายแล้วนะคะ เราใส่พริกขี้หนูสวนลงไปตำเลยค่ะบุเบา ๆ นะคะเดี๋ยวพริกจะกระเด็นเข้าตา เมื่อกลิ่นพริกขี้หนูสวนที่ถูกบุโชยเข้าจมูกแล้วเราใส่มะเขือพวงลงไปค่ะ ตามชอบเลยนะคะ มะเขือพวงนี่จะช่วยให้เรารับประทานน้ำพริกได้สนุกขึ้นเพราะรสชาติของกะปิที่เข้าไปซึมอยู่ในเนื้อมะเขือพวงนี่อร่อยอย่าบอกใครเชียวนะคะ พอตำได้ที่แล้วผ่ามะนาวบีบลงไปค่ะ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วตักใส่ถ้วย โบราณเค้าจะเอาเปลือกมะนาวเช็ดน้ำพริกปาดลงถ้วยให้เกลี้ยงครกนะคะ จากนั้นเอาน้ำปลาดีใส่ลงไปกลั้วในครกแล้วนำมาเทใส่น้ำพริกในถ้วย ใช้ช้อนคนจนเข้ากันแล้วชิมรสดูตามชอบใจนะคะ คราวนี้เราก็จะมีน้ำพริกกะปิอร่อย ๆไว้รับประทานกับวาฟเฟิลชะอมแล้วค่ะ

     ความรู้คู่เมนูอร่อย

     ผักหละ  อม ผักขา  พูซูเต๊าะ โพซุยโดะ  เหล่านี้คือชื่อของผักพื้นบ้านที่เราคุ้นเคยกันในนาม ชะอม นั่นเอง ต้นชะอมเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่เกิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ที่อื่นจะมีหรือเปล่ายังไม่ปรากฏ ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนามแหลม ในส่วนของใบนั้นเป็นใบประกอบสีเขียวขนาดเล็ก มีก้านใบแยกแตกออกมาจากแกนกลางใบ ซึ่งใบอ่อนจะมีกลิ่นฉุน ชะอมนั้นมีประโยชน์ในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ  ยอดชะอมช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ ผักรสมันอย่างชะอมนี้จัดเป็นยาอายุวัฒนะ มีส่วนช่วยบำรุงเส้นเอ็นและเป็นพืชที่ออกฤทธิ์ช่วยในการขับถ่ายอีกด้วย 

ผัดเปรี้ยวหวานกุ้งสด

     ถ้าจะพูดถึงเมนูอร่อยที่มีรสชาติที่หลากหลาย ให้ความสดชื่น ทุกครั้งที่รับประทานก็คงจะหนีไม่พ้น เมนูผัดเปรี้ยวหวานนั่นเอง เมนูนี้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคนในครอบครัว มีสีสันที่สวยงามชวนรับประทาน และยังประกอบไปด้วยวัตถุดิบหลักที่มีคุณค่าทางอาหารเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยอีกด้วย สำหรับวัตถุดิบหลักที่ทำให้รู้สึกอยากทำผัดเปรี้ยวหวานนั้นจะเป็นอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่สับปะรด ผลไม้ยอดนิยมของคนไทยเรานั่นเอง รอง ๆ จากนั้นมาน่าจะเป็นแตงกวา หัวหอมใหญ่ มะเขือเทศ และพริกหวาน หากเราคิดถึงเมนูผัดเปรี้ยวหวานตามโรงอาหารโรงเรียนตอนเด็ก ๆ เราก็คงจะหลับตาเห็นภาพผัดเปรี้ยวหวานไส้กรอกสีชมพูออกแดงเนื่องจากป้าแม่ครัวนำเอาซอสแดงที่ใช้ทำเย็นตาโฟมาทำผัดเปรี้ยวหวานนั่นเอง  หากไปสั่งเมนูผัดเปรี้ยวหวานนี้ตามภัตตาคารจีน กุ๊กจีนเค้าก็จะนำเอาเนื้อสัตว์ เช่น กุ้ง ปลา ปลาหมึกมาชุบแป้งทอดก่อนแล้วจึงนำมาคลุกเคล้ากับเครื่องเปรี้ยวหวานก็ได้รสอร่อยไปอีกแบบหนึ่ง สำหรับเมนูผัดเปรี้ยวหวานกุ้งสดที่เราจะทำกันนี้ มีเคล็ดลับ กันกุ้งสด กลายเป็นกุ้งหดอยู่นิดนึงค่ะ คือเราต้องนำกุ้งที่ปอกเปลือกผ่าหลังเรียบร้อยแล้วไปลวกก่อนรับรอง กุ้งจะไม่หดอย่างแน่นอนค่ะ มาลงมือเตรียมวัตถุดิบและเครื่องปรุงกันเลยนะคะ

     วัตถุดิบผัดเปรี้ยวหวานกุ้งสด

                      กุ้งสดปอกเปลือกผ่าหลังลวก                                300      กรัม

                      สับปะรดหั่นชิ้นพอคำ                                                1      ลูก

                      มะเขือเทศราชินีลูกเล็ก                                         100      กรัม

                      แตงกวาหั่นไม่ต้องปอกเปลือก                                   5      ลูก

                      หอมหัวใหญ่หั่น                                                        2      หัว

                      พริกหวานหั่น                                                            1      ลูก

 

     เครื่องปรุง

                      เนยสด                                                                     2      ช้อนโต๊ะ

                      ซอสมะเขือเทศ                                                         5      ช้อนโต๊ะ

                      ซอสปรุงรส                                                               2      ช้อนโต๊ะ

                      น้ำตาลทราย                                                             1      ช้อนโต๊ะ

     เมื่อจัดการกับวัตถุดิบและเตรียมเครื่องปรุงเรียบร้อยแล้ว เราก็มาเริ่มลงมือทำผัดเปรี้ยวหวานกันเลยนะคะ  ตั้งกระทะแล้วใส่เนยสดลงไป ใช้ไฟอ่อนนะคะไม่อย่างนั้นเนยจะไหม้และดำค่ะ เมื่อเนยละลายเรียบร้อยแล้วใส่หอมใหญ่ลงไป ปรับไฟกลาง ผัดให้สุกและมีเนื้อใส  แล้วเราก็ใส่แตงกวา สับปะรด มะเขือเทศ พริกหวานลงไปผัดให้เข้ากัน จากนั้นใส่เครื่องปรุงรส ซอสมะเขือเทศ ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย ปรุงรสให้ออกเปรี้ยวและหวานตามชอบ เมื่อชิมรสได้ที่แล้วใส่กุ้งที่เราลวกแล้วลงไป  ผัดเคล้าให้น้ำผัดเดือดซึมเข้าไปในเนื้อกุ้ง ตักใส่จานเสิร์ฟกับข้าวสวยร้อน ๆ หรือจะรับประทานกับพาสต้าก็อร่อยค่ะ ที่นำเนยมาผัดแทนน้ำมันในสูตรนี้ก็เพราะว่าสับปะรดนั้นเมื่อไปเจอกับเนยในกระทะจะมีรสชาติที่อร่อยและหอมชวนรับประทานมากค่ะ แต่ถ้าใครไม่ชอบเนยก็เปลี่ยนเป็นน้ำมันหมู หรือน้ำมันพืชก็ได้นะคะ

     ความรู้คู่เมนูเด็ด

     มะนัด  มะขะนัด  บ่อนัด บักนัด  ย่านัด ขนุนทอง เหล่านี้คือชื่อของสับปะรด ผลไม้หลายตารสชาติอร่อยที่เราคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะจิ้มพริกกะเกลือ  สับปะรดกวน แกงคั่ว ต้มจืดกับหมูสามชั้น ผัดเปรี้ยวหวาน หรืออื่น ๆ อีกมากมาย ว่ากันว่าสับปะรดนั้นไม่ใช่ไม้ท้องถิ่นของบ้านเรา หากแต่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปอเมริกาใต้ ส่วนจะเดินทางมางอกงามที่บ้านเราได้อย่างไรนั้นเป็นเรื่องไม่ควรสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะคงจะเหนื่อยกับการค้นคว้าเป็นอันมาก เอาเป็นว่าในปัจจุบันนี้ สับปะรดก็ได้มาเป็นผลไม้เศรษฐกิจของบ้านเราอย่างจริงแท้และแน่นอน แหล่งที่ปลูกสับปะรดในประเทศไทยก็จะมีที่ ประจวบคีรีขันธ์  เพชรบุรี ชลบุรี อุตรดิตถ์ ลำปาง พิษณุโลก เชียงราย พันธุ์สับปะรดที่เรานิยมปลูกและนิยมรับประทานกันนั้นก็ได้แก่ พันธุ์ปัตตาเวีย (หรือที่เรียกกันว่าสับปะรดศรีราชา มีผลใหญ่ เนื้อฉ่ำ สีเหลืองอ่อน) พันธุ์อินทรชิต พันธุ์ภูเก็ต (ผลเล็กเปลือกหนา เนื้อเหลือง หวานกรอบ) พันธุ์นางแล เป็นต้น เจ้าผลไม้เนื้อเหลืองรสเปรี้ยวหวานชุ่มคอนี้ ถือว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพกับเค้าด้วยเหมือนกัน เพราะเจ้าผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต  วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 กรดโฟลิก ธาตุแคลเซียม โพแทสเซียม แมกนิเซียม สังกะสี แมงกานีส ฟอสฟอรัส และเหล็กเป็นต้น สำหรับสรรพคุณทางยา หรือทางสมุนไพรนั้น สับปะรดช่วยรักษาอาการต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย เช่น ช่วยบรรเทาหนองในแผลสด ขับปัสสาวะ และโรคนิ่ว โรคบิดเป็นต้น

บัวลอยหลากสี

     บัวลอยขนมหวานแห่งความหลังในวันเยาว์วัย ตอนค่ำ ๆ จะมีแม่ค้าเปิดร้านบัวลอยไข่หวานมาขายตามตลาดโต้รุ่ง และที่น่าแปลกคือแม่ค้าบัวลอยไข่หวาน จะมีรูปร่างหน้าตาสะสวยกันทุกคน แต่ในยุคก่อนบัวลอยไม่ได้มีสีสันสดใสอย่างในปัจจุบัน ขนมในสมัยนั้นเม็ดบัวลอยจะมีสีชาวขุ่นกลมมีขนาดใหญ่กว่าบัวลอยในยุคปัจจุบัน และเมื่อเวลาผ่านพ้นไปกระแสของการนำสีจากธรรมชาติมาใช้เพิ่มสีสันให้กับขนมไทย บัวลอยในยุคปัจจุบันจึงมีสีสวยงามราวลูกกวาด ซึ่งสีเหล่านี้ได้มาจากพืชธรรมชาติ สีเขียวจากใบเตย สีฟ้าจากดอกอัญชัน สีชมพูจากฝาง สีเหลืองจากฟักทองนั่นเอง 

     การทำขนมบัวลอยนั้นคือเป็นกิจกรรมครอบครัวที่แสนสนุกสนานสำหรับบ้านที่มีลูกหลานหลายคนมานั่งล้อมวงกันปั้นแป้งเป็นเม็ดบัวลอยหลากสีสัน มาช่วยกันต้มแป้งช้อนบัวลอยใส่น้ำกะทิที่ปรุงแล้ว บางคนก็ตอกไข่นกกระทาใบจิ๋ว ใส่ลงไปในกะทิทำไข่หวานแสนอร่อย หากคุณหลับตาเห็นภาพกิจกรรมอันแสนสุขนี้ในครอบครัวคุณ  ก็สามารถทำให้เป็นเรื่องจริงได้เลย เรามาเตรียมวัตถุดิบกันค่ะ

     วัตถุดิบบัวลอยหลากสี

                     แป้งข้าวเหนียว                                            4      ถ้วยตวง

                     แป้งมันสำปะหลัง                                         1      ถ้วยตวง

                     กะทิอุ่น ๆ                                                    2      ถ้วยตวง

                     น้ำใบเตยเข้มข้น                                          2      ช้อนโต๊ะ

                     น้ำอัญชันเข้มข้น                                          2      ช้อนโต๊ะ

                     น้ำดอกบานไม่รู้โรยเข้มข้น                            2      ช้อนโต๊ะ

                     ฟักทองต้มบดละเอียด                               1/2      ถ้วยตวง

                     กะทิ                                                           6      ถ้วยตวง

                     น้ำตาลทราย                                              ½       ถ้วยตวง

                     น้ำตาลปี๊บ                                                   4      ช้อนโต๊ะ

                     เกลือป่น                                                      2      ช้อนชา

                     ใบเตยสดมัดเป็นกำ                                      8      ใบ

     เมื่อเตรียมวัตถุดิบเรียบร้อยแล้ว เรามาทำแป้งหลากสีกันก่อนนะคะ แป้งสีแรกเราเลือกทำบัวลอยฟักทองก่อนโดยนำฟักทองบดมาผสมกับแป้งข้าวเหนียว  1 ถ้วยตวง กะทิ ¼ ถ้วยตวง นำมานวดเข้าด้วยกันหากเนื้อแป้งแห้งไปให้ค่อย ๆ เติมกะทิลงไปอีกนวดจนแป้งปั้นได้ไม่ติดมือ เอาผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้หมาดคลุมไว้ และต่อด้วยแป้งสีอื่น ๆ โดยทำแป้งขาว ด้วยการเทแป้งข้าวเหนียวที่เหลือลงไปในอ่างผสม ตามด้วยแป้งมัน นวดแป้งผสมน้ำกะทิให้เข้ากันจนแป้งจับตัวเป็นก้อน จากนั้นจึงนำแป้งมาแบ่งเท่า ๆ กัน นวดผสมกับน้ำใบเตย ส่วนหนึ่ง  ผสมกับน้ำอัญชันส่วนหนึ่ง และผสมกับน้ำบานไม่รู้โรยอีกส่วนหนึ่ง แล้วนำแป้งที่ทำไว้แล้วทั้งหมดมาปั้นเป็นเม็ดบัวลอย เมื่อเสร็จแล้วให้เอาผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดคลุมไว้ไม่ให้แป้งกระด้าง

     จากนั้นเตรียมผสมน้ำกะทิ โดยใส่กะทิลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ นำใบเตยใส่ลงไป พอร้อนใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย เกลือป่น ลงไปต้มพอเดือดปุด ๆ ยกลงช้อนใบเตยออก หากต้องการทำไข่หวานให้ตอกไข่ไก่ หรือไข่นกกระทาลงในน้ำกะทิ ตั้งไฟอ่อน รอจนไข่สุกตักขึ้น รอไว้ใส่บัวลอย

     น้ำหม้อใส่น้ำตั้งเตาให้เดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้หรี่ไฟ แล้วทยอยใส่เม็ดบัวลอยลงไป  เอาทัพพีช้อนเม็ดแป้งที่ลอยขึ้นมาตักใส่ถ้วย ราดด้วยน้ำกะทิ ใส่ไข่หวาน รับประทานได้เลยค่ะ ขนมบัวลอยนี้นิยมรับประทานเป็นของหวานหลังอาหารมื้อค่ำ บางท่านจะทุบชิงแก่ลงไปในน้ำกะทิด้วย ว่ากันว่าจะช่วยทำให้สบายท้อง

     ความรู้คู่เมนูอร่อย

     เนื่องจากเมนูของเราเป็นบัวลอยหลากสี ซึ่งสีสันของบัวลอยนำมาจากพืชพันธุ์ธรรมชาติ จึงเห็นว่าเราควรจะมาเรียนรู้เรื่องราวของสีสันที่นำมาผสมอาหารคาวหวานจากพืชพันธุ์กัน  

     สีแรกที่คุ้นเคยเลยนั่นก็คือ สีเขียวจากใบเตยนั่นเอง เราใช้วิธีการนำใบเตยมาล้างทำความสะอาดหัวจรดปลาย หั่นเป็นฝอย ปั่นกับน้ำสะอาดกรองด้วยผ้าขาวบาง หากอยากให้สีเขียวเข้ม ให้นำน้ำใบเตยไปปั่นกับใบเตยที่เหลือ 1 รอบ จะได้สีของใบเตยที่เข้มขึ้น มีสีสวยกว่าปั่นครั้งเดียว 

     สีม่วงจากดอกอัญชัน  เพียงแค่เราเลือกดอกอัญชันสด ๆ ไม่เหี่ยว นำมาล้างให้สะอาด ขยำเบา ๆ กับน้ำเล็กน้อยแล้วกรอง จะได้สีน้ำเงิน หากอยากได้สีฟ้า ให้ผสมน้ำเพิ่ม และถ้าอยากได้สีม่วงให้ใส่น้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยจนได้สีม่วงตามต้องการ

     สีชมพูจากดอกบานไม่รู้โรย เพียงแค่เรานำดอกบานไม่รู้โรยมาล้างให้สะอาด แล้วต้มในน้ำเดือด จนน้ำสีจากดอก ออกมา นำมากรองแล้วจึงทิ้งให้เย็นสนิท ก่อนนำไปใช้งาน

     เพียงแค่นี้เราก็จะมีสีเอาไว้ใช้ปรุงแต่งอาหารและขนมให้น่ารับประทานโดยปราศจากสารเคมีได้อย่างมั่นใจแล้วนะคะ

น้ำพริกปลาทู

     กล่าวกันว่าเมนูน้ำพริกนั้นเป็นเมนูที่อยู่เคียงคู่กับสังคมไทยมาอย่างยืนยาว ตั้งแต่สมัยโบราณกาล และหากจะให้เราคิดถึงเครื่องเคียงที่ใช้รับประทานกับน้ำพริกแล้ว ปลาทูก็ต้องมาเป็นอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน แต่เราจะไม่เพียงนำปลาทูมารับประทานกับน้ำพริกเท่านั้น เมนูเด็ดของเราในคราวนี้ เราจะรับประทานปลาทูกันอย่างเต็มรสด้วยการนำปลาทูมาโขลกทำน้ำพริก เครื่องเคราที่ใช้นั้นนอกจากเนื้อปลาทูทอดจนกรอบแล้ว ยังมีหอมเผา กระเทียมเผา ข่าเผา และพริกขี้หนูเผาอีกด้วย เพียงแค่เครื่องปรุงก็เชื่อว่าจะเรียกน้ำลายออกมารอตรงมุมปากได้แล้ว อย่ากระนั้นเลยหงายครกยกสาก มาเตรียมโขลกน้ำพริกปลาทูเมนูเด็ดกันดีกว่านะคะ

     วัตถุดิบน้ำพริกปลาทู

                 ปลาทูแกะเอาแต่เนื้อทอดกรอบ                                            6       ตัว

                 พริกจินดาสีแดงเสียบไม้เผา                                               15       เม็ด

                 กระเทียมเสียบไม้เผา                                                        20       กลีบ

                 หัวหอมเสียบไม้เผา                                                             5       หัว

                 ข่าแก่หั่นแว่นเสียบไม่เผา                                                     5       ชิ้น

     เครื่องปรุงน้ำพริกปลาทู

                 น้ำปลาดี                                                                             1       ช้อนโต๊ะ

                 น้ำมะนาว                                                                            2       ลูก

     เครื่องเคียงน้ำพริกปลาทู

                 ไข่ต้ม                                                                                 6       ฟอง

                  ผักสดตามชอบ

 

     เตรียมวัตถุดิบและเครื่องปรุงเรียบร้อยแล้วเรามาตำน้ำพริกกันเลยนะคะ ขั้นแรกเราใส่เครื่องเผาอันประกอบด้วย พริกเผา หอมเผา กระเทียมเผา และข่าเผาลงไปโขลกในครกก่อนนะคะ พอโขลกแหลได้ที่แล้วจึงใส่เนื้อปลาทูทอดลงไปโขลกให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลาดีและน้ำมะนาว ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงได้เลยค่ะ  นอกจากจะรับประทานเป็นแบบน้ำพริกแห้งอย่างนี้แล้ว เมนูนี้เรายังสามารถที่จะดัดแปลงเป็นเมนูป่นปลาทูได้อีกด้วยนะคะ เพียงแค่เราเกรอะน้ำปลาร้าใส่ลงไป การเกรอะน้ำปลาร้า คือการนำเอาปลาร้าปลากระดี่มาต้มในน้ำใส่ตะไคร้ทุบ และใบมะกรูดลงไป ต้มพอปลาร้าเปื่อยนำมากรองเอาแต่น้ำไปผสมกับน้ำพริกปลาทูที่โขลกปรุงรสไว้ก็จะได้เมนูป่นปลาร้า อันเป็นเมนูยอดนิยมของชาวอีสานได้อีกด้วยนะคะ

     ความรู้คู่เมนูอร่อย

     เมื่อปลาทูเป็นพระเอกของเราในเมนูนี้ เราก็คงต้องนำข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับปลาทู มาเล่าสู่กันฟังนะคะ แต่คงจะไม่แนะนำให้ทุกท่านรู้จักปลาทูหรอกเพราะเชื่อว่า เราท่านต่างคุ้นเคยกับปลาทูกันดี แต่สิ่งที่จะนำมาบอกเล่าในที่นี้ นั่นก็คือ คุณเชื่อหรือไม่ว่าอีกไม่นานปลาทูจะสูญพันธุ์ เราจะไม่มีปลาทูกินกันแล้ว นี่เป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยที่ปลาทูอยู่ทะเล ของเราจะไม่มีให้เราได้เห็นอีกแล้ว ทุกวันนี้ถ้าเราสังเกตให้ดี ๆ ตามท้องตลาดจะเห็นว่ามีปลาทูตัวโต ๆ มาขายวางเคียงข้างกับปลาทูแมวหน้างอคอหักที่เราคุ้นเคย หากลองก้มหน้าไปทักทายปลาทูตัวใหญ่ในเข่งเป็นภาษาไทย มันอาจจะตอบคุณมาเป็นภาษาต่างด้าวก็ได้ เพราะเจ้าปลาทูพวกนี้เป็นปลาอิมพอร์ต มาจากต่างประเทศ อาทิเช่น มาเลเซีย  โอมาน บังคลาเทศและอินเดีย หรือที่พ่อค้าแม่ค้าเค้าเรียกกันว่าปลาทูแขกนั่นแหละค่ะ แต่แล้วคุณก็ควรจะรู้เอาไว้ด้วยว่า ปลาทูไทยได้รับการพิสูจน์ทางโภชนาการมาแล้วว่ามีไขมันดี เทียบเท่าไขมันในเนื้อปลาแซลมอน และปลาทูน่า ซึ่งไขมันดีนี้แหละจะช่วงป้องกันไม่ให้เราเป็นโรคหัวใจได้ด้วย เหตุที่ทำให้ปลาทูไทยจะสูญพันธุ์ก็เพราะว่าได้มีการปล่อยให้เรือปลากะตักจับลูกปลาทู ทำให้ลูกปลาทูต้องตายก่อนวัยอันสมควร แทนที่ลูกปลาทู 1 ตันจะกลายเป็นปลาทูตัวโตเต็มวัยได้ถึง 3-4 ตันในวันหน้า ถือเป็นการเสียโอกาสอย่างยิ่งหากเราไม่เร่งปกป้องลูกปลาทูไทย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลมีมาตรการทางกฎหมายเข้มข้น มีการบังคับใช้ พ.ร.ก.ประมง ส่งผลให้เรือประมงพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่เรือประมงอีกกลุ่มซึ่งควรปฏิบัติตามกฎหมาย หากแต่ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้ทั้งหมด เนื่องจากข้ออ้างนานาประการและได้พบว่าหลาย ๆ อย่างส่งผลเสีย เช่น ไม่สามารถสำรวจตัวเลขที่แท้จริงได้  มีการใช้อวนที่มีความยาวขึ้น บางรายยาวนับกิโลเมตร และใช้เครื่องจักรเข้ามาทำงานแทนแรงงาน นี่คือเหตุที่ปลาทูไทยจะหายไปจากสำรับอาหารบ้านเรา

จับฉ่าย

     จับฉ่าย  เมนูเด็ดสามัญประจำบ้านที่ลูก ๆ ต่างก็จะบอกว่า จับฉ่าย ของบ้านฉัน หรือฝีมือแม่ฉันอร่อยที่สุด สำหรับเมนูจับฉ่ายนี้ มีผู้รู้บอกว่า คำว่า จับฉ่าย หมายถึงหลาย ๆ อย่างรวมกัน แต่พอดีไปพ้องเสียงกับคำว่า “จั๊บ” ในภาษาแต้จิ๋วที่แปลว่า “สิบ” โดยการทำจับฉ่ายนั้น ถ้าสมัยก่อนครอบครัวคนจีนจะนิยมทำกันในช่วงหลังเทศกาลตรุษจีน หรือสารทจีน เครื่องปรุงก็คือ หมู เป็ด ไก่ เหลือจากไหว้ นำมาต้ม ใส่ผักหลาย ๆ อย่าง  แต่ผักนั้นไม่ใช่ว่าจะหั่นแล้วใส่ลงไปเลย ก่อนจะใส่ผักลงหม้อนั้นต้องนำผักมาผัดกับกระเทียมเจียว ซอสปรุงรส เสียให้ผักสุกและมีรสชาติเสียก่อนแล้วจึงเทผักลงไปในหม้อเคี่ยวไปกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ที่เหลือจากไหว้ และอาจจะเสริมด้วยวุ้นเส้น เต้าหู้ ฟองเต้าหู้ลงไปด้วย ว่ากันว่า จับฉ่ายนั้นยิ่งต้มค้างไว้หลาย ๆ คืนยิ่งอร่อย เมนูจับฉ่ายของเราวันนี้เป็นเมนูอร่อยแบบทางลัดค่ะ เรามาลองทำจับฉ่ายแบบไม่ต้องรอวันสารทกันนะคะ  ตลาดแถวบ้านจะมีแผงขายลิ้นหมู ไส้หมู หัวหมู ต้มพะโล้ค่ะ เราเลยไปซื้อเฉพาะส่วนที่ชอบมาทำจับฉ่ายหม้อเด็ดกัน และช่วงนี้ผักร้านโครงการหลวงถูกมากและน่ารับประทานมาก ๆ ด้วยแถมยังซื้อหนึ่งแถมหนึ่งอีกต่างหาก เราจึงเลือกผักสดจากโครงการหลวงมาทำเมนูจับฉ่ายกันนะคะ

     วัตถุดิบจับฉ่าย

              ผักกาดขาวหั่น                                        2     ต้น

              ผักกวางตุ้งหั่น                                        5     ต้น

              กะหล่ำปลีหั่น                                         2     หัว

              ต้นคื่นช่ายหั่น                                         3     ต้น

              หัวไชเท้าหั่น                                          2     หัว

              วุ้นเส้นแช่น้ำแล้ว                                    1      กำ

              ลิ้นหมูพะโล้หั่นหนา                                2      ลิ้น

              ไส้หมูพะโล้หั่น                                       3      ขีด

               น้ำพะโล้ที่แถมมากับลิ้นหมู                     2      ถ้วย

     เครื่องปรุงรสจับฉ่าย

               น้ำมันพืช /น้ำมันหมู                                2     ช้อนโต๊ะ

               กระเทียมสับ                                         10     กลีบ

               รากผักชีสับ                                            3     ราก

               ซีอิ๊วขาว                                                 3    ช้อนโต๊ะ

               ซอสหอยนางรม                                      2    ช้อนโต๊ะ

               พริกไทยป่น                                            1    ช้อนโต๊ะ

               น้ำเปล่า                                                  1    ถ้วย

 

     เมื่อจัดแจงเตรียมวัตถุดิบและเครื่องปรุงรสกันเรียบร้อยแล้ว เรามาลงมือต้มจับฉ่ายอย่างย่อสุดอร่อยกันเลยนะคะ ขั้นแรกเราเตรียมหม้อขนาดพอเหมาะพอเจาะเอาไว้แล้ว นำเจ้าลิ้นหมูและไส้หมูที่ร้านเค้าหั่นมาให้เรียบร้อยแล้วใส่ลงไปค่ะ เทน้ำพะโล้ที่เค้าแถมมาราดให้ท่วม วางรอไว้สวย ๆ แล้วเราก็หันไปแช่วุ้นเส้น ล้างผักหั่นให้เรียบร้อย นำวุ้นเส้นกับ ไชเท้าใส่ตามลงไปในหม้อก่อนนะคะ จากนั้นเราก็เอากระทะตั้งไฟใส่น้ำมันลงไป ตามด้วยกระเทียมสับ รากผักชีสับ พริกไทยป่น ผัดให้หอมแล้วใส่ผักที่หั่นเตรียมไว้ลงไปปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม ผัดจนผักสุก เทใส่หม้อที่เราใส่วัตถุดิบอื่น ๆ เตรียมไว้ คราวนี้น้ำพะโล้ที่ร้านให้มาไม่น่าจะพอ เติมน้ำเปล่าลงไปถ้วยนึงค่ะ แล้วเคี่ยวไฟรุม ๆ ให้ผักเปื่อยประมาณ 1 ชั่วโมง ชิมรสให้ถูกใจแล้วตักเสิร์ฟเลยค่ะ  บางท่านอาจจะสงสัยว่า อ้าวบ้านฉันทำต้มจับฉ่ายต้องใส่น้ำตาลปี๊บลงไปผัดเครื่องด้วยนะ แต่ที่สูตรนี้ไม่ใส่เพราะความหวานมากับน้ำพะโล้ที่ร้านเค้าแถมมาอยู่แล้วค่ะ เราแค่มาปรุงเค็มเพิ่มนิดหน่อยก็อร่อยแล้วนะคะ

     ความรู้คู่เมนูเด็ด

          จับฉ่ายนั้นนอกจากจะเป็นเมนูสามัญประจำบ้านแล้ว ก็ยังเป็นอาหารที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีตามร้านข้าวต้ม จนหลายคนที่ไปรับประทานอาหารร้านข้าวต้มจะทดลองสั่งเมนูจับฉ่ายมารับประทานเพื่อทดสอบฝีมือของร้านนั้น ๆ ว่าอร่อยใช้ได้หรือไม่ สำหรับคุณค่าทางอาหารของเมนูจับฉ่ายนั้น เมื่อดูจากปริมาณผักและเนื้อสัตว์รวมถึงเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่ลงไปเคี่ยวรวมกันอยู่ในหม้อแล้วก็ถือว่ามีคุณค่าทางอาหารไม่น้อยเลยทีเดียว หากแต่ว่าสารอาหารบางชนิด ก็อาจจะสูญหายไปจากความร้อนที่เคี่ยวเอาไว้ตลอดเวลา (ในกรณีร้านข้าวต้ม) ซึ่งถ้าเป็นจับฉ่ายที่เราทำรับประทานเองที่บ้านนั้นคุณค่าทางอาหารน่าจะยังอยู่ครบ ที่สำคัญเมนูนี้เป็นเมนูลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เมื่อเราต้มจับฉ่ายไว้รับประทานเปล่า ๆ โดยตัดข้าวสวยออกไป เราได้รับไฟเบอร์เต็ม ๆ จากผักที่อยู่ในหม้อ ได้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ แต่เราไม่รับประทานแป้งเข้าไปด้วย นี่คืออีกตัวเลือกที่ดีของเมนูเด็ดที่เราจะใช้ควบคุมน้ำหนักแบบโลว์คาร์บได้อย่างเห็นผล จึงขอแนะนำเมนุนี้สำหรับสาว ๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักนะคะ

ข้าวหน้าไก่แบบจีน

     ถ้าพูดถึงเมนูข้าวหน้าไก่ หลายท่านก็คงจะต้องต่อด้วยคำว่า “ห้าแยก” ราวกับสถานที่นั้นเกิดมาคู่กับข้าวหน้าไก่เลยทีเดียว  แล้วคุณผู้อ่านทราบไหม ว่า “ห้าแยก” นั้น คือ ห้าแยกอะไร อยู่ที่ไหนในเมืองไทย วันนี้จึงขอมาเฉลย ที่มาของข้าวหน้าไก่ห้าแยก และขอแถมเคล็ดลับตำรับอร่อยในการทำข้าวหน้าไก่ ให้คุณผู้อ่านได้ลอง นำไปทำกัน

     ก่อนอื่นคงต้องเฉลยถึงที่มาของคำว่า ข้าวหน้าไก่ห้าแยกให้หายข้องใจ  ห้าแยกที่ว่านี้คือห้าแยกพลับพลาไชย อันเป็นที่ตั้งของร้านพูลเลิศ (เหลาะงาทิ้นเจ้าเก่า) ต้นตำรับข้าวหน้าไก่ระดับตำนาน ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ น้ำราดข้าวสีเข้ม เนื้อไก่หั่นเป็นชิ้นลูกเต๋าพอดีคำ แนมด้วยกุนเชียงทอด บางท่านก็จะขอไข่ดาวมาโปะสักหนึ่งฟอง ตัดรสด้วย พริกชี้ฟ้าสดหั่นแฉลบ และผักชี ความอร่อยครบเครื่องนี้ เชื่อไหมว่า คุณสามารถทำเองได้ไม่ยากเลย ลองทำตามกันดูนะคะ

     เรามาเตรียมเครื่องปรุงข้าวหน้าไก่แสนอร่อยกันดีกว่าค่ะ รับรองทำตามตำรับนี้ ห้าแยก ก็ ห้าแยกเถอะ สู้ฝีมือแม่ศรีเรือนอย่างเรา ไม่ได้แน่นอน

     เครื่องปรุงข้าวหน้าไก่ (สำหรับ 4 ที่)

เครื่องหมักไก่

                             เนื้อไก่ส่วนที่ชอบหั่นเป็นลูกเต๋า                 1          กิโลกรัม

                             น้ำมันงา                                                  1          ช้อนชา

                             พริกไทยป่น                                             2          ช้อนโต๊ะ

                             ซอสปรุงรส                                              4          ช้อนโต๊ะ

                             ซีอิ๊วดำ                                                    1          ช้อนโต๊ะ

                             แป้งข้าวโพด                                            2          ช้อนโต๊ะ

เครื่องผัดหน้าไก่

                             น้ำมันพืช                                                 3          ช้อนโต๊ะ

                             กระเทียมสับ                                             2         ช้อนโต๊ะ

                             น้ำสต็อกไก่                                              500     มิลลิลิตร

เครื่องเคียง

                             พริกชี้ฟ้าสีเขียวหั่นแฉลบ                           5         เม็ด

                             ผักชี                                                        2-3      ต้น

                             กุนเชียงทอดหั่นแฉลบ                               2         คู่

                             ซอสเปรี้ยว (จิ๊กโฉว่)

     เมื่อเตรียมเครื่องปรุงกันพร้อมแล้วลงมือทำกันเลยนะคะ  ก่อนอื่นขอแนะนำให้ไปเสียบหม้อข้าวหุงข้าวไว้เลยนะคะ เดี๋ยวเผื่อทำหน้าไก่เสร็จแล้วลืมหุงข้าวนี่จะเสียอารมณ์อย่างแรงเลย   เสียบหม้อข้าวเรียบร้อยแล้วเรามาหมักไก่กันค่ะ นำเครื่องหมักไก่ทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหมักทิ้งไว้ในตู้เย็นประมาณครึ่งชั่วโมงหรือกว่านั้นค่ะ

     หลังจากหมักไก่ครบเวลาแล้ว ติดแก๊สตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน ใส่กระเทียมลงไปผัดให้หอม นำไก่ที่หมักเอาไว้ผัด พอเนื้อไก่เริ่มสุกใส่น้ำสต็อกไก่ลงไป (น้ำสต็อกไก่นี้คือน้ำต้มโครงไก่ หรือถ้าไม่อยากทำก็เอาน้ำเปล่าใส่ซุปไก่ก้อนต้มให้เดือดก็จะได้น้ำสต็อกไก่แล้ว)  เมื่อใส่น้ำสต็อกไก่ลงไปแล้วคนให้เข้ากันพอเริ่มเดือดผัดไก่ให้สุก จะสังเกตเห็นว่าน้ำจะข้นเหนียวเป็นสีน้ำตาล เหมือนข้าวหน้าไก่ต้นตำรับ เนื่องจากเราใส่ซีอิ๊วดำและแป้งข้าวโพดลงไปในเครื่องหมักไก่นั่นเอง จากนั้นให้ลองชิมรสน้ำราดข้าวดูว่าถูกใจหรือยัง ถ้าโอเคแล้วก็ดับแก๊ส ตักราดข้าวได้เลยค่ะ 

     แต่… เรายังไม่ได้ทอดกุนเชียงกันเลยนะคะ  ขอนำเสนอเคล็ดลับในการทอดกุนเชียงด้วยเลยดีกว่าค่ะ การทอดกุนเชียงให้อร่อยนั้นไม่ใช่โยนกุนเชียงลงกระทะทอดให้สุกแล้วจบแน่นอน  การทอดกุนเชียงให้กรอบนอกนุ่มในไม่กระด้างนั้น เพียงแค่เรานำกุนเชียงมาหั่นใส่กระทะ เติมน้ำเปล่าลงไปพอท่วมกุนเชียง เคี่ยวให้น้ำแห้ง น้ำมันของกุนเชียงจะออกมา ใช้ตะหลิวคั่วให้กุนเชียงเหลืองสวย ตักใส่จาน เตรียมนำไปแกล้มข้าวหน้าไก่ห้าแยกบ้านเราได้เลยนะคะ

     ที่เหลือก็แค่คดข้าวใส่จาน ราดด้วยหน้าไก่ แนมกุนเชียงทอด โรยด้วยพริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ และผักชีสด เหยาะซอสเปรี้ยวเล็กน้อย รับประทานให้อร่อยเลยนะคะ  นี่แหละค่ะข้าวหน้าไก่ห้าแยกฝีมือคุณ เชื่อว่าจะสร้างความประทับใจให้กับทุกคนในครอบครัวอย่างแน่นอนค่ะ

 

สาระน่ารู้คู่เมนูเด็ด

     คุณผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า เรานำแป้งข้าวโพดมาเพิ่มความเข้มข้นให้กับเมนูข้าวหน้าไก่ ซึ่งจริง ๆ แล้วแป้งข้าวโพดนี้มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์มากกว่าที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบในการทำอาหาร หรือขนม แป้งข้าวโพดนั้นสามารถนำมาใช้ได้ในครัวเรือน ดังนี้

  • นำมาบรรเทาอาการเจ็บปวดเนื่องจากแมลงสัตว์กัดต่อย โดยนำแป้งข้าวโพดมาผสมกับน้ำและยาสีฟัน ทาลงบริเวณที่ปวดแสบปวดร้อนจะดีขึ้น
  • นำมาผสมกับน้ำให้ข้นทาพื้นผิวของเฟอร์นิเจอร์ แล้วใช้ผ้าเปียกขัดวน ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยใช้ผ้าแห้งเช็ดออก
  • ใช้ขจัดคราบมันบนเก้าอี้ หรือโซฟาที่เป็นหนัง เพียงนำแป้งข้าวโพดมาใส่ไว้ในจุดที่ต้องการขจัดคราบมันทิ้งไว้หนึ่งคืน แล้วเช็ดออกคราบมันก็จะหายไป

นี่คือส่วนหนึ่งของคุณสมบัติดี ๆ ที่คุณอาจจะคาดไม่ถึงของแป้งข้าวโพดของคู่ครัวของเราค่ะ