ลพบุรีไม่ได้มีแต่ลิงกับดอกทานตะวัน

      ลพบุรี จังหวัดที่เต็มไปด้วยโบราณสถานกลางเมือง มีลักษณะคล้ายอาณาจักรขอมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นพระปรางค์สามยอด  ปรางค์แขก พระนารายราชนิเวศน์ และศาลพระกาฬ ถ้าให้นึกถึงจังหวัดลพบุรี คนก็จะคิดถึงลิงลูกเจ้าพ่อพระกาฬและทุ่งทานตะวันเป็นอันดับต้น ๆ จริง ๆ แล้วลพบุรีมีอะไรให้เราท่องเที่ยวได้อย่างเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือท่องเที่ยวเชิงวิสาหกิจชุมชน เพียงคุณขับรถออกจากกรุงเทพฯมาประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ ๆ คุณก็จะมาถึงลพบุรีแล้วค่ะ

      เรามาขับรถเที่ยวลพบุรีแบบตามใจฉันกันดีกว่านะคะ เราจะไม่เริ่มที่ศาลพระกาฬเหมือนกับคนอื่นเขา เราจะเริ่มที่บ่อดินขาวกันก่อนเลยค่ะ ลพบุรีมีบ่อดินขาวอยู่ที่ตำบลท่าแคและตำบลท่าตะโก ซึ่งเป็นแหล่งดินขาวขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชาวบ้านจะไปซื้อดินขาวมาแล้วนำมาผลิตดินสอพองที่หมู่บ้านหินสองก้อน ตำบลทะเลชุบศร จังหวัดลพบุรี ที่นี่มีบ้านที่เปิดให้เข้ามาทดลองทำดินสอพองกันหลายบ้าน ซึ่งปัจจุบันนี้นอกจากจะได้นำดินขาวมาทำดินสอพองแล้ว ยังสามารถนำมาใช้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้อีกไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมยาสีฟัน อุตสาหกรรมผลิตธูป ทำสีฝุ่น และอุตสาหกรรมการแพทย์แผนปัจจุบัน นอกจากนี้เนื่องจากความนิยมในการใช้ดินสอพองลดลงและเทศกาลสงกรานต์ก็ได้มีการสั่งห้ามนำดินสอพองมาเล่น จึงทำให้กิจการดินสอพองซบเซาลงไป ชาวบ้านจึงนำดินสอพองมาทำเป็นตุ๊กตาของที่ระลึก และนำมาผสมกับเกลือแล้วพอกไข่ทำเป็นไข่เค็มดินสอพองที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความอร่อย

      ออกจากหมู่บ้านดินสอพองแล้ว เราเลยมาเที่ยวที่วัดสันเปาโลใกล้ ๆ กัน วัดสันเปาโลนี้ สันนิษฐานว่าเป็นวัดในคริสต์ศาสนา สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา พร้อมใช้เป็นที่พักของบาทหลวง ที่สำคัญและ unseen คือ ที่นี่เป็นที่ตั้งของหอดูดาว ซึ่งใช้เป็นหอสังเกตการณ์ทางด้านดาราศาสตร์แห่งแรกของกรุงสยาม มีลักษณะเป็นหอคอยแปดเหลี่ยม เมื่อเรามาเดินโดยรอบของหอดูดาวนี้ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นซากปรักหักพังที่พอจะมีเค้าโครงให้เห็นอยู่บ้าง ก็จะพบว่าวัดสันเปาโลนี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยผสมยุโรปคล้ายกับบ้านวิชาเยนทร์ ซึ่งนอกจากจะมีจุดเด่นเป็นหอดูดาวแปดเหลี่ยมแล้ว ยังมีเรือนพักและพบฐานสิ่งก่อสร้างซึ่งเข้าใจว่าเป็นโบสถ์ฝรั่งแต่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เมื่อมีการเปลี่ยนแผ่นดิน มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมืองด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  วัดสันเปาโลกลับถูกทิ้งร้าง ปัจจุบันจะเห็นเพียงซากผนังหอดูดาวแปดเหลี่ยมบางส่วน กับฐานของอาคารที่สันนิษฐานว่าเป็นที่พักและโบสถ์ฝรั่งเท่านั้น

      หลังจากเดินชมวัดสันเปาโลกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ขับรถเข้าเมืองมาเดินชมตลาดกันดีกว่านะคะ ว่ากันว่าหากคุณอยากจะชมวิถีชุมชน ตลาดนี่จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจและสภาพสังคมของพื้นถิ่นได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นตลาดบนเมือง ลพบุรีนี้ เมื่อเราเดินเข้าไปทางด้านหน้าตลาดจะเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังแสนอร่อยแวะรับประทานกันเล็กน้อย เสร็จแล้วเดินชม ชิม ช้อป ตามแผงขายของกินต่าง ๆ มากมายเช่น กุนเชียง หมูเค็ม ปลาเกลือ กะละแม ข้าวเหนียวแก้ว ปลาร้าสับ ปลาเห็ด (ทอดมัน) ลึกเข้าไปหน่อยจะเป็นผักและปลาสด สมกับที่ลพบุรีเป็นเมืองติดแม่น้ำ ปลาน้ำจืดตามฤดูกาลมีให้เลือกรับประทานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปลาเค้า ปลาน้ำเงิน ปลาหมู ปลากระทิง ฯลฯ และเมื่อเดินไปจนสุดตลาดเลี้ยวขวาจะเจอร้านขายปลาส้มฟักเจ้าดัง ที่มีของพื้นเมืองต่าง ๆ ขายมากมาย

      ก่อนออกจากลพบุรีเรามาแวะสักการะศาลพระกาฬแล้วให้อาหารลิงที่พระปรางค์สามยอดกันเล็กน้อย ขับรถผ่านสระแก้วที่มีคชสีห์รอบสระถือว่าเป็นแลนมาร์คของเมืองลพบุรี ก่อนขับรถกลับแบบสบาย ๆ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

สัมผัสวิถีคนยองที่บ้านหนองเงือก

      บ้านหนองเงือก เป็นชุมชนวัฒนธรรมชาวยอง อยู่ที่จังหวัดลำพูน แน่นอนที่สุด จะไปลำพูนให้ไวที่สุด เราควรจะต้องเหินฟ้าไปเท่านั้น เราตื่นแต่เช้าตรู่ไปขึ้นเครื่องบินเที่ยวแรกจากท่าอากาศยานดอนเมืองมุ่งสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ จากนั้นมีเจ้าบ้าที่แสนใจดีนำเราขึ้นรถมุ่งสู่บ้านหนองเงือก จังหวัดลำพูน เมื่อมาถึงบ้านหนองเงือกเราได้เข้าไปทำความรู้จักกับแม่หลวงมาลี แม่หลวงแห่งบ้านหนองเงือกจังหวัดลำพูน  ที่บ้านแม่หลวงนี้มีผู้คนคึกคัก เพราะเป็นจุดศูนย์กลางการทอผ้าฝ้ายนาโนกันที่นี่ ดีล่ะฉันหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้เห็นกันเสียทีว่าไอ้เจ้านาโนนี่มีหน้าตาเป็นอย่างไร เอาเข้าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีตัวนาโนอยู่ที่หนองเงือกค่ะ ทางหนองเงือกเค้าทอผ้าเสร็จแล้วส่งไปเคลือบนาโนที่พิษณุโลกค่ะ

      พอมาถึงเราก็เตรียมตัวจะทอผ้าอย่างเต็มที่ แต่เดี๋ยวก่อน แม่หลวงมาลีบอกว่า แขกไปใครมาที่บ้านหนองเงือกนี้ต้องได้ทำบุญที่วัดหนองเงือก เราจึงจัดชุดสังฆทานเป็นการด่วน ซึ่งเมื่อจัดชุดสังฆทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้เรียนรู้หนึ่งวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ซึ่งแสดงออกถึงความตั้งใจในการสร้างบุญทำกุศลของชาวยอง เริ่มตั้งแต่การทำ “กรวยสวยดอก” ซึ่งต้องทำด้วยตัวเอง แม่หลวงให้เราไปเก็บดอกไม้จากสวนข้างบ้านมาใส่กรวยกระดาษแข็งสีขาวที่เตรียมไว้พร้อมธูปเทียน จัดใส่ตะกร้าที่มีขวดและแก้วน้ำ ในที่นี้ชาวยองเรียกว่า “น้ำหยาด” เพื่อเอาไว้สำหรับกรวดน้ำอุทิศบุญให้แก่ผู้ล่วงลับและเจ้ากรรมนายเวร เมื่อตระเตรียมข้าวของกันเรียบร้อยแล้ว แม่หลวงก็นำเรามากราบถวายสังฆทานกับตุ๊เจ้า อาจารย์ไกรลาศ รัตนวรรณโณ เจ้าอาวาสวัดหนองเงือก ซึ่งท่านเป็นหนึ่งในพระเกจิดังของจังหวัดลำพูน

      วัดหนองเงือกแห่งนี้ มีคะตึกหอธรรมเป็นหนึ่งในสถานที่ ที่น่าเข้าไปเยี่ยมชม สิ่งที่สะดุดตาเมื่อแรกเข้าไปนั้นคือฝาผนังของหอธรรม ซึ่งวาดเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ การใช้สี และลายเส้นนั้นถึงจะไม่อ่อนช้อย หากแต่มีเอกลักษณ์ ในการให้สีสัน ที่น่าประทับใจอย่างมาก ในคะตึกหอธรรมเราได้พบตู้พระธรรมโบราณแกะสลักลวดลายเป็นรูปทวารบาลที่บานประตูตู้โครงสร้างของตู้พระธรรมนั้น ดูแข็งแรงบึกบึนราวกับจะท้าทายกาลเวลาที่ผ่านมานับร้อยปี

      ออกจากวัดมาแม่หลวง ก็พาเราไปที่โฮมสเตย์ ที่นี่เป็นบ้านติดแอร์ทั้งหลัง เหมาะแก่การมาพักผ่อนของคนเมืองที่อยากมาสัมผัสชีวิตอันแสนสงบของชาวหนองเงือก เหมือนได้กลับมาเยี่ยมบ้านญาติผู้ใหญ่ต่างจังหวัด แต่ยังมีความสะดวกสบายอยู่อย่างครบครัน เมื่อลงจากโฮมสเตย์หลังแรกแล้วแม่หลวงก็พาเราไปที่หนองน้ำออกรู ซึ่งว่ากันว่าเมื่อก่อนเป็นแหล่งชลประทานสำคัญของชาวหนองเงือก ที่นี่เค้าว่ากันว่าเป็นที่ปรากฏตัวของพญานาค อันเป็นที่มาของชื่อบ้านหนองเงือก

      เมื่อมาถึงถิ่นยองแล้วมื้อกลางวันแม่หลวงก็จัดให้เราได้รับประทานแบบยองที่ร้านลาบไก่โพธิ์ทอง อาหารประกอบไปด้วย น้ำพริกอ่อง กับแคบหมู แกงฮังเล ลาบไก่ ปลานึ่ง ทั้งหมดกินกับข้าวเหนียวและลาบไก่ ถ้าถามว่าอร่อยไหม ขอบอกว่าอาหารหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ มีความอร่อยเป็นเอกลักษณ์แบบยอง ยองบอกไม่ถูกเอาเป็นว่าอร่อยมากก็แล้วกันนะคะ

      หลังจากท้องอิ่มแล้วเราก็มาเรียนรู้เรื่องฝ้ายกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะเสียที ขั้นตอนการทอฝ้ายนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 12 ขั้นตอนเราได้ทำจนครบทุกขั้นตอนยกเว้นขั้นตอนการเก็บดอกฝ้ายเพราะไม่ใช่ฤดูกาล เราลงมืออีดฝ้ายเพื่อเอาเม็ดฝ้ายออก ปดดอกฝ้ายให้ฟูเป็นปุย จากนั้นก็เอาฝ้ายมากิ๊ก ให้เป็นม้วน ๆ เหมือนเรากำลังพันสำลีกับไม้ให้เป็นท่อนยาว แล้วก็นำฝ้ายมาปั่นให้เป็นเส้น นำฝ้ายมากวักและขินหูก อันเป็นการเดินโยงเส้นใยไปมา เมื่อขินหูกเสร็จก็มาผัดหลอด เสร็จจากขั้นตอนนี้เราก็ได้มาทอผ้ากันอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที เวลาที่ขึ้นไปนั่งบนฮูกนะขอบอกเลยว่าจิตใจมันช่างฮึกเหิม แต่พอเอาจริงแล้วเหมือนทำอะไรไม่ถูกเลย ได้พี่สาวบ้านหนองเงือกมาช่วยสอน เลยพอทอกะเค้าได้หนึ่งนิ้วถ้วน อย่างที่บอกกันว่าผ้าฝ้ายของบ้านหนองเงือกนี้นอกจากจะทอด้วยฝ้ายแท้ ๆ อันเป็นเส้นใยธรรมชาติแล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยีนาโน มาช่วยเพิ่มคุณภาพของผ้าให้เป็นพิเศษเข้าไปอีกด้วยการใส่กลิ่นหอม ไม่สกปรกง่าย กันน้ำได้ประมาณนึงและผ้าสีจะไม่ตกซีดคงความงานเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้ยาวนานกว่าผ้าอื่น

      ก่อนอำลาหนองเงือกเราได้มาแวะเยือนเรือนโบราณที่จัดไว้เป็นโฮมสเตย์อีกแห่งหนึ่ง เรือนนี้แหละที่เราได้สัมผัสวิถียองอย่างแท้จริง ความประทับใจของคนทำกับข้าวอยู่ที่ครัวยองนี่เอง ครัวบ้านยองมีอาณาบริเวณเชื่อมต่อระหว่างยุ้งข้าวและตัวบ้าน เตาไฟนั้นจะเป็นก้อนหินสามก้อน ที่เค้าเรียกกันว่าก้อนเส้า และอีกจุดที่ประทับใจคือขั้นบันไดที่กว้างและยาว เรือนชาวยองแห่งนี้ดูแข็งแรง บึกบึนมาก วันหน้าฉันหวังว่าจะได้มานั่งโขลกน้ำพริกปิ้งปลา ทำอาหารที่ครัวแห่งนี้

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

กำไลใส่ไว้ไม่ขาดทุน

      ในบรรดาเครื่องประดับ กำไลถือเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่เพิ่มความงามให้กับท่อนแขนเรียวเสลาของสาว สาวได้เป็นอย่างดี ทั้งกำไลเงิน กำไลทอง กำไลเพชร กำไลคริสตัล กำไลโลหะ หรือกำไลพลาสติก และทำจากวัสดุธรรมชาติต่าง ๆ บางคนชอบใส่กำไลซ้อน ๆ กันหลาย ๆ วง หรือนำมามิกซ์กับสายสร้อยข้อมือทำให้ดูเก๋ มีสไตล์เข้าไปอีก ซึ่งการมิกซ์และแมทช์กำไลข้อมือนี่สาว ๆ คงเห็นเป็นเรื่องไม่ยากเย็น แต่จะมิกซ์ให้น่าดูและน่าเลียนแบบไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ บางคนจับเอากำไลพลาสติก มามิกซ์กับสร้อยข้อมือโลหะ เรียกว่า มากันคนละทิศละทางอย่างกู่ไม่กลับเลยทีเดียว เราลองมาดูวิธีการสวมกำไลแบบไม่ขาดทุนกันดีกว่านะคะ

      วิธีแรกง่าย ๆ เลยคือการจับคู่เหมือน เพียงคุณนำกำไลที่มีรูปร่างลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาใส่ด้วยกันจะ  2 วง หรือ 3-4 วงก็ตามชอบเลยค่ะ มีความต่างในความเหมือน และมีความเหมือนในความต่างคือคอนเซปท์ของการมิกซ์แอนด์แมทช์ แค่นี้กำไลก็จะเป็นจุดนำสายตาให้คนชื่นชมเรียวแขนงามของคุณแล้วค่ะ แต่กำไลที่นำมาสวมมิกซ์กันนั้นไม่ควรจะมีขนาดใหญ่เกินไปนะคะ ให้เป็นกำไรเล็ก ๆ หลาย ๆ อันใส่ด้วยกันจะดูน่ารักกว่าค่ะ

      วิธีที่ 2 การจัดเซ็ตกำไร ง่าย ๆ เพียงคุณนำกำไลที่มีอยู่ในครอบครองทั้งหมดออกมากองแล้วแยกประเภท เอากำไลที่ประดับมุกแยกไว้ด้วยกัน  กำไลที่เป็นคริสตัลแยกไว้อีกกลุ่ม กำไลประดับพลอยหลากสีแยกไว้ กำไลหินสีแยก ฯลฯ แล้วคุณก็นำเอาเจ้ากำไรที่คุณแยกกลุ่มไว้นี่แหละค่ะ มาใส่ ด้วยกันเซ็ตมุกจะทำให้คุณดูแพงเลอค่าราวเจ้าหญิง เซ็ตเพชรก็จะทำให้คุณดูไฮโซโบว์ใหญ่มิใช่น้อย นี่คือวิธีง่าย ๆ ในการทำให้เครื่องประดับเก่าเมื่อนำมาเล่าใหม่แล้วกลับน่าสนใจกว่าของซื้อใหม่อีกนะคะ

      วิธีที่ 3 การผสมผสานของกำไลต่างขนาด วิธีนี้จะเหมาะสำหรับคนที่เลือกอยากตัดสินใจไม่ถูกอันนั้นก็ดี อันนี้ก็ชอบ มีเคล็ดลับในการเลือกคือ คุณสาว สาวควรเลือกกำไลข้อมือโลหะ เหมือนกันมีแบบเส้นบาง ๆ หรือจะเป็นสายสร้อยข้อมือเส้นหนา และกำไลเรียบๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วทั้งสามชิ้นนี้ถือว่าต่างคนต่างมาเลยทีเดียวหากแต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้วกลับดูดีขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียวเชียว

      วิธีที่ 4 แมทช์สวยด้วยความหลากสี ขอบอกว่าในวันสบาย ๆ เราต้องเลือกไอเทมที่อุดมไปด้วยสีสัน แม้ภายนอกคุณอาจจะนิยมความเรียบ เพื่อความมั่นใจในการแต่งตัว แต่คุณสามารถแอบชิคได้ด้วยสีกำไล ขอบอกว่าด้วยวิธีนี้กำไลที่คุณหยิบมาไม่จำเป็นต้องเป็นกำไลสีทั้งหมด เราอาจจะนำกำไลโลหะมาร่วมแจมด้วยก็ได้หรือนำพู่ด้ายสีพื้นเมือง และมาตกแต่งรวมกับกำไลโลหะแบบสร้างสีสันให้กับท่อนแขนของคุณ อาจจะเป็นแค่กำไลประดับคริสตัลง่าย ๆ มาแมทช์กับกำไลเชือกถักแค่นี้คุณก็จะพบแนวใหม่ในการใส่เครื่องประดับแล้วค่ะ

      วิธีที่ 5 มิกซ์แมทช์แบบคู่รักต่างขั้ว อันนี้คุณต้องเป็นสาวมั่นแบบไม่สนใจใครจริง ๆ รับรองว่าการใส่กำไลแบบนี้จะสนุกสมใจคุณแน่นวลค่ะ ขอบอกว่าความสนุกของการแต่งตัวนั้นมันเกิดจากการที่คุณสามารถที่จะคิดนอกกรอบแล้ว หาเทรนด์ความเป็นตัวเอง อาจจะหากำไลโลหะไม่ว่าจะเป็นทอง เงิน ทองแดง หรือพิงค์โกลด์ มาใส่เข้าด้วยกัน เพียงแค่กำไลโลหะเส้นบาง ๆ หลายเส้น หลายสีมาใส่ซ้อนกันแค่นี้ก็ทำให้ผู้สวมใส่ดูดี ขอบอกว่าเทรนด์กำไลหลากหลายนี้ อาจจะทำให้คุณได้ชื่อว่าเป็นกูรูเครื่องประดับเลยล่ะถ้าคุณเข้าใจจับกำไลมารวมกันอย่างลงตัว เพื่อนสาวต่างก็จะแห่มาปรึกษาเรื่องการแมทช์เครื่องประดับกับคุณเลยทีเดียว

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

คลาสสิค แบบมุก

      อย่างที่ทราบกันดีว่าเครื่องประดับหรือจิวเวอรี่นั้นเป็นหนึ่งในของต้องมีสำหรับสาว สาว แทบทุกคน ต้องมีเครื่องประดับติดตัว และที่ยอดนิยมมากไม่แพ้เครื่องประดับชนิดอื่น ๆ น่าจะเป็นเครื่องประดับมุกนั่นเอง สำหรับเครื่องประดับที่ทำมาจากมุกคุณสาว สาวบางคน อาจจะรู้สึกว่าเป็นเครื่องประดับที่ออกจะดูเป็นพิธีการและน่าจะเหมาะสำหรับสว.มากกว่า หากแต่ความเป็นจริงแล้วสว.ที่หมายถึงสาววัยรุ่น หรือสาววัยทำงาน   ก็สามารถสวมใส่เครื่องประดับมุกให้ดูเก๋ไก๋และดูดีเหมาะสมกับวัยของเราได้เช่นกัน อย่างที่เราเห็นกันในท้องตลาดเครื่องประดับมุกจะมีออกแบบกันมาอย่างหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น สร้อยข้อ ต่างหู แหวน สร้อยข้อมือ ที่คาดผม เครื่องประดับผม กิ๊บ โบว์ เข็มกลัด และอื่นๆ  

พูดได้อย่างไรว่า เครื่องประดับไข่มุก ใส่แล้วดูสูงวัย ขอบอกเลยว่าคุณคิดผิด มุกเป็นเครื่องประดับที่สวยงามเลอค่าจะทำให้คุณมีบุคลิกที่ดีขึ้นมาทันทีเมื่อนำมุกมาประดับ 

ใคร ใครก็ใส่มุกได้จริง ๆ 

      ขอบอกว่า การใส่สร้อยมุกไม่จำกัดวัยค่ะ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนมุกก็จะปรับเปลี่ยนไปตามบุคลิกของคุณและช่วยส่งเสริมให้คุณดูดีและโดดเด่นได้อีกด้วย เชื่อเถอะว่าใครก็หยิบสร้อยมุกมาใส่สวยได้ทั้งนั้น แต่เคล็ดลับ ณ จุดนี้ อยู่ที่การเลือกขนาดของสร้อยมุกมาสวม ซึ่งขนาดไม่ได้จำกัดแค่เพียงขนาดของมุก แต่เป็นความยาวและรูปแบบของตัวสร้อยด้วยค่ะ ถ้าคุณมีอายุในช่วง 20 ตอนต้น  สร้อยไข่มุกที่มีเม็ดเล็ก เหมาะสำหรับวัยของคุณเป็นอย่างมาก จะทำให้คุณดูกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักเลยทีเดียว   ถ้าคุณอยากอินเทรนควรเลือกสร้อยมุกที่เป็นโชคเกอร์ติดคอก็จะสวยสง่าไม่ซ้ำแบบใคร แต่ควรจับคู่กับเดรสสีพื้น เพื่อให้ไข่มุกโดดเด่น ไม่ควรเลือกชุดหรือเสื้อที่ลายพร้อยไปทั้งตัว เพราะจะลดความสวยงามของมุกออกไปอย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่ามุกอะโกย่ามีหลายเฉดสีที่บางคนอาจรู้สึกว่าสีเหลือบกันจนมองยากเหลือเกินว่าสีไหนเป็นสีไหน ทำให้เวลาที่เลือกไข่มุกมาใส่ต้องคิดแล้วคิดอีก

      เอาเป็นว่าวิธีง่ายแสนง่ายที่สุดก็คือ คุณควรเช็คสีผิวของตัวเองจากนั้นจึงเลือกจับคู่สร้อยมุกให้แมตซ์   หากคุณมีผิวสีขาวซีดออกเหลือง แนะนำให้เลือกมุกสีขาวครีม หากคุณคือสาวผิวเหลืองควรเลือกมุกสีชมพูหรือขาวอมชมพู แต่ถ้าคุณเป็นสาวผิวสีแทนหรือสีน้ำผึ้ง ต้องเป็นเฉดขาวอมทองจะดูสง่างามมาก  

      ในปัจจุบันคุณจะเห็นว่าเครื่องประดับมุกยังมีสีสันออกมามากมายทำให้สามารถเลือกนำมาสวมใส่ให้เข้ากับเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ กันได้อย่างสบาย นอกจากนี้เครื่องประดับมุกโดยส่วนมากแล้วจะมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ในเรื่องของความสวย หรูหรา ดูดี มีรสนิยม และสร้อยมุกบางดีไซน์ยังช่วยทำให้เสื้อผ้าที่มีลักษณะเรียบๆ ของคุณดูโดดเด่นขึ้นได้อีกด้วย 

      แต่ในการเลือกสวนสร้อยมุกเราควรเลือกสวมกับเสื้อผ้าที่ดูเป็นพิธีการ  อย่างเช่น เวลาไปงานเลี้ยงสวมใส่กับชุดราตรี หรือในเวลาทำงานสาวๆ อาจเลือกสวมเครื่องประดับมุกคู่กับชุดเดรสที่สวยสง่างาม แต่จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้าแบบไหนก็ไม่สำคัญ ขอแค่เป็นชุดกระโปรงที่ตัดเย็บมาแบบเรียบหรู เมื่อนำเครื่องประดับมุกมาสวมใส่ก็ช่วยทำให้ชุดที่คุณสวมใส่ดูเด่นเป็นสง่าขึ้นมากันได้ง่ายๆ กันแล้วค่ะ หรือในกรณีที่สาวๆ ไปทำบุญที่วัดหรือมีงานบุญ เครื่องประดับมุกก็เป็นเครื่องประดับที่เหมาะสมเป็นอย่างมากที่จะนำมาสวมใส่ ดังนั้นแล้วสำหรับใครที่คิดว่าเครื่องประดับมุกเหมาะสำหรับสว.เท่านั้น ลองนำมาประยุกต์ใส่กับเสื้อผ้าที่เรามีกันอยู่ให้เหมาะสม ก็รับรองได้เลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นคนในวัยไหน วัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยทำงาน หรือวัยผู้สูงอายุ คุณก็จะสามารถสวมเครื่องประดับมุกได้สวยและดูดีได้เช่นกัน

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

 

เครื่องประดับจากแดนอาทิตย์อุทัย

      ถ้าพูดถึงเครื่องประดับจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว สาว ๆ คงจะคิดถึงแต่ไข่มุก เพราะญี่ปุ่นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยเกาะแก่ง และติดทะเลซะเป็นส่วนใหญ่ หากแต่เพิ่งได้รับรู้ข้อมูลมาว่า ที่ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่นนั้น นอกจากจะเป็นดินแดนเล็กๆ ที่มีความสวยงามทางธรรมชาติ และเป็นอีกหนึ่งดินแดนท่องเที่ยวยอดนิยมติดอันดับของประเทศญี่ปุ่นแล้ว จังหวัดยามานาชิ ยังมีความสำคัญโดยเป็นศูนย์กลางการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงและได้การยอมรับจากตลาดผู้บริโภคในระดับสากล อันเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของญี่ปุ่นให้เติบโตยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

      ตามข้อมูลทางเศรษฐกิจการส่งออก ภาคอุตสาหกรรมเครื่องประดับในดินแดนยามานาชิ ได้เริ่มต้นขึ้นในราวปี ค.ศ. 1800 จากการทำเหมืองควอตซ์ที่มีคุณภาพดีและมีความสมบูรณ์ของญี่ปุ่น โดยแร่ควอตซ์ใส   ที่ขุดได้ในพื้นที่นี้จะถูกนำไปเพิ่มมูลค่าโดยการเจียระไนและผลิตเป็นเครื่องประดับออกวางจำหน่าย ส่งผลให้กลายเป็นสินค้าสำคัญของดินแดนที่ได้รับความนิยมและทำให้ชื่อเสียงของดินแดนยามานาชิเริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ต่อมาได้มีการนำเอาพลอยสี ไข่มุกและควอตซ์ประเภทต่างๆ เข้ามาเจียระไนและผลิตเป็นเครื่องประดับตามสไตล์ของยามานาชิด้วย จนสินค้าที่ผลิตได้มีความหลากหลายและเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคในวงกว้าง  

      กล่าวกันว่าดินแดนยามานาชิเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องประดับที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น โดยช่างฝีมือประจำท้องถิ่น ได้พัฒนาเทคนิคในการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับขึ้นมาจนมีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ได้แก่ การเจียระไนอัญมณีแบบโคชู และเทคนิคพิเศษในการผลิตเครื่องประดับด้วยโลหะมีค่า ทั้งนี้เราได้พบว่า ทุกกระบวนการผลิตของดินแดนยามานาชิล้วนอยู่ภายใต้กรอบแนวคิด “Monozukuri” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าและการสร้างสรรค์ผลงานให้มีความโดดเด่นเป็นเลิศจนเกิดคุณค่าและการยอมรับจากผู้บริโภค 

      มารู้จัก“การเจียระไนแบบโคชู” กันเถอะ   การเจียระไนแบบนี้เป็นเทคนิคเฉพาะของดินแดนยามานาชิที่แตกต่างจากแหล่งผลิตอื่นๆ โดยวิธีการเจียระไนดังกล่าวต้องอาศัยประสาทรับรู้ทางเสียงและใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับผลึกอัญมณีที่นำมาเจียระไน ซึ่งต้องอาศัยช่างฝีมือที่มีความละเอียดรอบคอบ แม่นยำ และมีประสบการณ์สั่งสมมานาน ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นจากการนำเอาผลึกอัญมณีมาเจียระไนให้ได้เหลี่ยมมุมที่ต้องการ ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะอยู่ที่ความมีมิติของเหลี่ยมมุมที่ทำให้เกิดเป็นลวดลายสวยงามเสมือนกับเป็นลวดลายจากธรรมชาติ ถัดจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการขัดโดยนำเอาอัญมณีติดไม้ทวนขัดบนแผ่นไม้เชลโควา  ซึ่งเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น เพื่อขัดผิวให้เกิดความเงางามและเปล่งประกาย สำหรับในส่วนของการผลิตเครื่องประดับจากโลหะมีค่าตามแบบฉบับของดินแดนยามานาชิ คือ การใช้เทคนิคหล่อตัวเรือนให้ชิ้นงานมีน้ำหนักเบาซึ่งทำได้ยากกว่าการผลิตทั่วไป รวมทั้งมีการออกแบบรูปทรงของชิ้นงานโดยเลียนแบบลวดลายทางธรรมชาติแต่เพิ่มลูกเล่นให้ดูสวยงามแปลกตาขึ้น อย่างน่าอัศจรรย์

      ปัจจุบันเครื่องประดับที่ผลิตจากดินแดนยามานาชิมีอยู่หลากหลาย ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนมีจุดเด่นเป็นของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้แตกต่างจากที่อื่น จนสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับแท้ที่มีสไตล์เรียบง่าย สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่แฝงไว้ด้วยลูกเล่นที่ทำให้เกิดความน่าสนใจในชิ้นงาน อัญมณีเจียระไนชนิดต่างๆ ตามเอกลักษณ์การเจียระไนแบบโคชู และหินแกะสลักคามิโอ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วสินค้าที่ผลิตออกมาจะมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นผู้หญิงทำงานในช่วงอายุระหว่าง 20-40 ปี ซึ่งเป็นผู้มีกำลังซื้อและมีค่านิยมชื่นชอบการสวมใส่เครื่องประดับ

      สำหรับการค้าเครื่องประดับที่ผลิตจากดินแดนยามานาชิพบว่า นอกเหนือจากการค้าส่งเพื่อกระจายสินค้า ออกไปวางจำหน่ายตามหน้าร้านของแบรนด์ต่างๆ ภายในประเทศแล้ว ผู้ประกอบการท้องถิ่นยังดำเนินธุรกิจจำหน่ายโดยตรงภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ซึ่ง นอกจากนี้ เครื่องประดับที่ผลิตได้ยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ประกอบการเครื่องประดับดินแดนยามานาชิได้พยายามขยายตลาดผู้บริโภคให้กว้างขึ้นไปอีก โดยพยายามเข้ามาประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักและดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคในตลาดยุโรปและตลาดอาเซียน ภายใต้คอนเซปต์เฉพาะตัวที่ยังคงเน้นเครื่องประดับที่มีความเรียบหรูดูเป็นธรรมชาติและแปลกใหม่ ด้วยราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปจับต้องได้อันนี้สาว สาวที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเผื่อเวลาไปช้อปเครื่องประดับที่ยามานาชิบ้างนะคะ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

 

เครื่องประดับอัญมณีสีแดง

      หากจะกล่าวถึงอัญมณีที่มีนามว่า ‘โกเมน’ หลายคนคงนึกถึงอัญมณีสีแดงซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าอัญมณีมงคลตามคติความเชื่อของไทย  เรียกกันทั่วไปว่าพลอย นพเก้า ชื่อของพลอยชนิดนี้มี ทางวิชาการกล่าวว่ามีรากศัพท์มาจากคำในภาษาละตินว่า ‘Granatus’ แปลว่า เมล็ด อันเป็นผลมาจากสีสันและรูปลักษณ์ของพลอยที่ละม้ายคล้ายกับเมล็ดของผลทับทิม และมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่าการ์เนต คือพลอยสีแดงจำพวกหนึ่ง ซึ่งจริง ๆแล้วก็ไม่ผิดแต่อย่างใด   เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว การ์เนตเป็นอัญมณีที่มีสีสันอันหลากหลาย ทั้งสีแดง ชมพู เขียว ส้ม และเหลือง เป็นต้น หากแต่สีแดงคือสีซึ่งเป็นที่นิยม พบเห็นได้บ่อยและคุ้นตามากที่สุด

      การ์เนตนี้เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย  ซึ่งนอกจากจุดเด่นในเรื่องความสวยงามแล้ว มันยังมีความหมายในด้าน ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อต่างๆ ของมนุษย์มาหลายพันปี โดยกล่าวกันว่าในตำนานวันสิ้นโลกที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลระบุว่า การ์เนตเป็นอัญมณีที่มีความสำคัญต่อการเดินทางของ            เรือโนอาห์ จากเหตุการณ์มหาวิบัติน้ำท่วมโลก และด้วยสีแดงดุจโลหิต การ์เนตจึงถูกหยิบยกให้เป็นสัญลักษณ์แห่งการเสียสละชีวิตเพื่อการไถ่บาปให้แก่สาวกของพระเยซู นอกจากนี้ การ์เนตยังเป็น 1 ใน 12 อัญมณีศักดิ์สิทธิ์ในศาสนายูดาห์ของชาวฮีบรูอีกด้วย

      ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่าการพกพาการ์เนตไว้กับตัวจะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในที่มืด ทั้งยังเป็นเครื่องรางบอกเหตุร้าย โดยหากเมื่อใดที่อัญมณีชนิดนี้หม่นหมองไม่ฉายประกายสดใสดังเดิม นั่นคือสัญญาณเตือนภัยให้เจ้าของการ์เนตระแวดระวังอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น   ซึ่งมีความเชื่อกันว่าการ์เนตเป็นอัญมณีที่ช่วยให้ผู้สวมใส่มีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทั้งยังมีสรรพคุณทางการแพทย์ซึ่งช่วยบำบัดรักษาโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับโลหิต อาทิ โรคโลหิตจาง ความดันโลหิต รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น ทั้งยังสามารถบำบัดอาการป่วยทางใจ ขจัดความรู้สึกโศกเศร้าหม่นหมองช่วยให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจและอารมณ์     

      สำหรับเรื่องที่คุณสาว สาว สนใจอย่าง สรรพคุณในเรื่องของความรักนั้น การ์เนตก็มีความโดดเด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอัญมณีชนิดอื่น มีความเชื่อกันว่าอัญมณีชนิดนี้จะช่วยเสริมส่งและให้คุณในเรื่องของความรักแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ ช่วยให้คู่รักมีความรักที่หนักแน่น และมั่นคงยืนยาวมันจึงเป็นอัญมณีที่คู่แต่งงานนิยมมอบให้แก่กันเพื่อเป็นของขวัญวันครบรอบการแต่งงานปีที่ 2 และ 19 และมันยังเป็นอัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดเดือนมกราคมอีกด้วย

      การ์เนตของไทยนั้นมีสีแดง เป็นชนิดที่เรียกทางวิชาการว่า ไพโรปิก การ์เนต   ซึ่งเกิดร่วมกับพลอยแซปไฟร์ พบมากที่บ้านบางกะจะ และเขาพลอยแหวน จังหวัดจันทบุรี ส่วนที่หนองบอน จังหวัดตราด   มักจะมีสีออกไปทางน้ำตาลแดง ค่อนข้างทึบแสง ความใสยังสู้ของทางแอฟริกาใต้ไม่ได้ แต่ก็ยังเป็นที่นิยมแก่ชาวต่างประเทศมิใช่น้อย ชนิดที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับนั้น มีเนื้อไม่ค่อยแตกร้าว และพบเป็นก้อนโต ส่วนการ์เนตที่พบทางบริเวณหนองบอน ส่วนใหญ่มี่เนื้อทึบกว่า นอกจากนี้ก็พบในบริเวณเขาภูฝ้าย อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ แหล่งพลอยการ์เนตในประเทศที่จะพบ เกิดในหินไนส์   และหินซิสต์ มีหลายแห่ง เช่น บริเวณเขาชะมูน-เขาชะเมา จังหวัดระยองอีกแหล่งหนึ่ง ซึ่งเคยปรากฏเป็นข่าวในหน้า คือ แหล่ง พลอยเขาไผ่ ตำบลหนองอีรุน อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี แต่ชนิดที่ขเาขั้นมาตรฐาน เหมาะที่จะนำมาเจียไนทำเป็นเครื่องประดับได้นั้น มีน้อยมากเพราะร้าวและค่อนข้างทึบแสงเกือบทั้งหมด อ่านจบแล้วไปหาพลอยแดงมาใส่คู่กับชุดแดงเบอร์กันดีสักชุดคงจะเลอค่าไม่น้อยเลยนะคะ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

เทรนด์เครื่องประดับย้อนกาลเวลา

     เราคงต้องยอมรับกันว่า เครื่องประดับในยุคโบราณนานมารุ่นคุณย่า คุณยายของเรานั้น มีความประณีตวิจิตรบรรจง แฝงไว้ด้วยเสน่ห์อันแสนคลาสิค ทำให้ผู้รับปลื้มปิติที่ได้รับช่วงมรดกอันงดงามเหล่านี้ ความงดงามสูงค่าของเครื่องประดับรุ่นเก่านี้ยังส่งผลให้นักออกแบบทุกวันนี้มองย้อนกลับไปข้างหลังมากกว่าที่เคย เครื่องประดับที่หยิบยืมแนวทางจากในอดีตไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ อยู่ในกระแสหากแต่มีความเป็นอมตะอยู่ในตัวเองด้วย เราได้เห็นเครื่องประดับเหล่านี้ในหลากหลายรูปแบบตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาและเราก็ยังคงเห็นมันเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง

      หลายครั้งเราจะเห็นว่า อัญมณี ซึ่งมักได้รับการส่งต่อเป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่นก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสซึ่งยังคงได้รับแรงบันดาลใจจากยุคสมัยที่แตกต่างกันและถูกนำมาสร้างสรรค์ใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการที่จะผสมผสานยุคสมัยและวัสดุต่างๆ เข้าด้วยกันโดยอิสระ เครื่องประดับเหล่านี้เป็นเครื่องประดับสมัยใหม่ตามความหมายที่แท้จริง สร้างสรรค์ขึ้นโดยนักออกแบบร่วมสมัยมากความสามารถที่ได้รับอิทธิพลมาจากผลงานในยุคก่อนหน้า จึงช่วยให้ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นยังคงความงดงามไม่ล้าหลังต่อไปได้นานหลายปี

      นี่คือตัวอย่างรูปแบบงานที่กลายเป็นกระแสด้วยเหตุผลหลายประการ การแตกแขนงจากแนวคิดเดิมไปสู่รูปแบบใหม่ๆ   จากมรดกในหีบเครื่องประดับของคุณย่า คุณยายแน่นอนว่าท่านอาจมอบเครื่องประดับมุกให้คุณ แต่เมื่อมาเป็นสมบัติของคุณอาจทำให้รู้สึกว่ามันเคร่งขรึม เรียบร้อย หรือจริงจังเกินไป  นักออกแบบรายหนึ่ง ได้ช่วยปลุกไข่มุกให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และในปีนี้ก็เช่นกัน เธอได้นำเสนอไข่มุกเซาธ์ซี ไข่มุกน้ำจืด และไข่มุกตาฮีติบนลวดทองเส้นบางสำหรับใช้เป็นสร้อยคอ ต่างหู และสร้อยข้อมือ ไข่มุกตาฮีติอันงดงามประดับอยู่บนต่างหูรูปแบบใหม่ล่าสุด นั่นคือต่างหูรูปเม็ดข้าว   ที่ทำจากลวดทองเส้นบาง เป็นชิ้นงานที่ดูเรียบง่ายโดดเด่นทว่ายังคงความทันสมัยได้เป็นอย่างดี

      มนตร์เสน่ห์ของดวงจันทร์และแสงระยิบระยับของดวงดาวดูเหมือนจะไม่มีทางตกยุค นักออกแบบได้ใช้ลวดลายดวงจันทร์และดวงดาวอันชวนละลานตาตามแบบวิกตอเรียนขนานแท้ในงานเครื่องประดับเพชรและอัญมณีอย่างเช่น ทับทิม แซปไฟร์ และมรกต โดยงานออกแบบหลายงานเริ่มต้นจากการเป็นเข็มกลัดก่อน จากนั้นจึงดึงนำมาใช้กับจี้ ทุกชิ้นจับคู่กับสายโซ่และสายคล้องแบบวิกตอเรียนซึ่งเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นอีกครั้งในหมู่นักสะสมของโบราณและผู้หญิงที่ชอบสายโซ่ซึ่งมีน้ำหนักกำลังพอดี ทีมงานได้ เลือกเครื่องประดับที่ให้ความรู้สึกทันสมัยมารวมในคอลเล็กชันนี้ นอกจากนั้นคอลเล็กชันนี้ยังพุ่งเป้าไปยังความหลงใหลที่คนเรามีต่อดวงดาราบนฟากฟ้า ชิ้นงานเครื่องประดับที่ช่วยให้เราได้ “เก็บเดือนเก็บดาวมาเชยชม”สำหรับงานที่ใช้ลวดลายรูปดาวนั้น แหวนรูปดาว  ซึ่งประดับด้วยเพชรล้วนหรือตกแต่งด้วยทับทิมนั้นดูดีพอๆ กันไม่ว่าคุณจะนำมาใส่วงเดียวหรือใส่ซ้อนกันหลายวง แล้วก็ยังมีสร้อยข้อมือรูปดาวในคอลเล็กชันนี้ที่ส่องประกายล้อแสงไฟอย่างน่าตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว

      สายสร้อยแบบโซ่ที่ทำด้วยมือซึ่งให้น้ำหนักและสัมผัสคล้ายสายโซ่คล้องแบบโบราณและสามารถห้อยชาร์มหรือจี้หรือว่าใส่แต่สายสร้อยอย่างเดียวก็ได้นั้นนับเป็นเครื่องประดับที่ควรมีติดตู้เอาไว้ สายสร้อยประเภทนี้มีรูปแบบโบราณมากมายให้เลือก แต่ถ้าคุณต้องการชิ้นงานที่ดูร่วมสมัยขึ้นมาหน่อย คุณสามารถดูงานของ Tura Sugdenซึ่งเหมาะสำหรับการตกแต่งด้วยจี้ชิ้นโปรดหรือใส่แต่สายสร้อยอย่างเดียว โดยมีสลักประดับเพชรอยู่ด้านหน้า

      การลงยากลายเป็นแนวโน้มที่ได้รับความนิยมในหมู่นักออกแบบอิสระ นักออกแบบ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ภาษาสมัยใหม่จากสัญลักษณ์ที่ใช้กันมาในประวัติศาสตร์และเธอได้ออกแบบชิ้นงานของเธอด้วยการลงยา อันเป็นเทคนิคการลงยาแบบโบราณ โดยจะมีการหล่อร่องในทองคำจากนั้นจึงใส่วัสดุลงยาที่เป็นแก้ว ลงไปในร่องนั้น ชิ้นงานจะถูกเผาไฟจนกระทั่งวัสดุลงยา หลอมรวมกับทองคำ จากนั้นก็จะถูกขัดให้เรียบ กลายเป็นชิ้นงานใหม่ที่น่าสนใจและร่วมสมัยได้อย่างงดงาม

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

 

เทรนด์เครื่องประดับวัยรุ่น

      ในส่วนของการแต่งตัวของคุณสาว สาวนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยนอกจากเสื้อผ้า หน้าผมที่จัดเต็มแล้วก็น่าจะเป็น accessory กระจุกกระจิกนั่นนิดนี่หน่อยของเครื่องประดับ ที่เสริมบุคลิกของคุณให้ดูมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าบริบทรอบตัวของคุณจะเป็นห้องประชุมหรูในออฟฟิศ  หรือวันพักผ่อนชายหาด วันช้อปปิ้งแห่งชาติที่ห้างดัง คุณก็จะดูโดดเด่นและมีความเป็นพิเศษสะท้อนออกมาเสมอ 

      เครื่องประดับนั้นจริงๆ แล้วไม่ได้หมายความถึงเครื่องเพชร เครื่องทอง พลอยอะไรที่เป็นของแท้มีราคา สาว สาว เอาเครื่องประดับประเภทนั้นมาใส่ก็จะเป็นอันตรายกับตัวเองเปล่า ยกเว้นแต่จะเป็นสาวเซเลปที่คุณหญิงแม่ไม่ปล่อยให้ตัวเปล่าเล่าเปลือยออกจากบ้านต้องมีเพชรนิดพลอยหน่อยติดตัวไม่ให้เสียชื่อว่าเป็นลูกสาวคุณหญิงไปนู่น  

      เรามาดูเทรนด์เครื่องประดับจิวเวอรี่ที่กำลังมาแรงในตอนนี้กันนะคะ ช่วงนี้ไอเทมที่อินเทรนด์สุด ๆ น่าจะเป็นต่างหู ไม่ว่าจะเป็นต่างหูห่วงใย เอ๊ย ห่วงใหญ่ ๆ ประมาณกำไลข้อมือ หรือต่างหูทรงระย้าประหนึ่งแชนเดอเรีย  ซึ่งอาจจะยาวพาดบ่าลงมาอย่างสง่างาม เมื่อประกอบกับสร้อยคอทรงโอเวอร์ไซด์แบบโอเวอร์แฟชั่นเข้าไปแล้ว จะทำให้คุณดูโดดเด่นไม่ซ้ำใครไม่ว่าที่ไหนเลยทีเดียว 

      ทีนี้การที่เราจะหยิบจิวเวอรี่ชิ้นนู้นมาแต่งตรงนี้ ตรงนั้น ตามใจชอบนั้นคงจะเป็นไปไม่ได้อย่างน้อยการเลือกเครื่องประดับมาเป็นอาภรณ์ประจำกายก็น่าจะเป็นอะไรที่มีที่มาที่ไป เรามาเริ่มกันที่ความหรูหราของต่างหูยาว ที่พริ้วพัดไปกับเรือนผมสลวยยามสายลมพัดผ่าน ต่างหูนี้จะมีความยาวระลงมาระดับไหล่  เชื่อว่าสาว ๆ คงจะมีเครื่องประดับไอเทมนี้อยู่ในกล่องอย่างน้อยสองสามคู่ ไม่ว่าจะเป็นต่างหูเพขรเม็ดเล็กไล่เรียงยาวมาจนถึงเม็ดใหญ่ หรือต่างหูทรงห่วงต่อกันไปสักสี่ห้าห่วงเหมือนยี่ห้อกระเบื้อง หรือจะเป็นทรงเรขาคณิตต่าง ๆ นานา ซึ่งเหล่าเซเลปในวงการบันเทิงไม่ว่าไทยหรือเทศกำลังนิยมสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็น Gigi Hadid ซุเปอร์โมเดลก็เลือกใส่ไปเดินพรมแดง แล้วที่คุ้นเคยกันดีอย่างแม่ชมพู่อารยา ก็หยิบเอาต่างหูระย้าหรูระยับไปใส่เดินชิล ชิลเช่นกัน

      ต่างหูห่วงหรูดูดีไม่มีวันเอาท์  อย่างที่บอกกันว่าต่างหูห่วงไม่มีวันตายไปจากวงการแฟชั่นเป็นวลีที่ใช้ได้เสมอ กระแส “ต่างหูห่วง” ก็จะกลับมาทวงคืนบัลลังก์อยู่เนืองๆ ในวงการแฟชั่นและในปีนี้ค่ะคุณ  ต่างหูห่วงก็กลับมาอีกครั้งอย่างทรงพลังยิ่งยวด เนื่องจากเป็นของหาง่ายใคร ๆ ก็มี บางบ้านมีตั้งแต่ไอเทมรุ่นคุณยาย ที่แต่งกายแบบบุปผาชน ต่างหูห่วงจะมีทั้งแบบห่วงโลหะแวววาว ห่วงพลาสติกสีสันสดใส  และห่วงเพชรแพรวพราวให้รุ่นหลานได้นำมาใส่กัน เรียกว่าส่งต่อความงามกันจากรุ่นสู่รุ่นเลยทีเดียว

      เมื่อได้ต่างหูคู่ใจแล้ว สำหรับสาวที่ชอบจัดเต็ม มีความเยอะอยู่ในหัวใจ เมื่อเราใส่ต่างหูระย้ายาว หรือห่วงใหญ่แบบไอดอลแล้ว งานดีต้องมีสร้อยคอโอเวอร์ไซส์ ที่ท้าทายสายตาของสาวมั่นสุดชิค ซึ่งสร้อยคอนี้จะช่วยสร้างลุคให้คุณดูโดดเด่นในทุกที่ไม่มีคำว่าธรรมดาสำหรับคุณ และขอให้เชื่อเหอะว่าทุกสายตาจะจับจ้อง ชื่นชมเมื่อคุณก้าวสู่ในงาน ราวกับเพิ่งก้าวลงจากแคทวอล์ค มาเลยทีเดียว เมื่อเสร็จจากเรื่องเครื่องประดับก็ต้องกลับมาดูแลทรงผมกันซะเล็กน้อยว่า จิวเวอรี่ออกตู้มสไตล์แบบนี้ จะทำผมทรงไหนดีให้รับกับเครื่องประดับ  เริ่มจากผมตรงยาวประบ่า เข้ากันที่สุดกับต่างหูระย้า ประดับด้วยคริสตัลแวววาว เพิ่มความเด่นของใบหน้า ให้ดูมีเสน่ห์น่ามอง สำหรับสาวมั่นผู้นิยมผมรวบตึง ต่างหูห่วงใหญ่ ๆ ทำให้คุณดูมีความเป็นตัวของตัวเองเป็นอย่างมากลุคนี้เรียกว่าเป็นลุคของนางแบบที่เหล่าแฟชั่นนิสต้ากำลังจับตามองเลยทีเดียว และสุดท้าย ท้ายสุดสำหรับสาวผมสั้นซอยเก๋ ต่างหูสายยาว เข้ากับสร้อยคอโอเวอร์ไซส์เหมาะกับคุณมากที่สุด นี่คือตัวตนของคุณเลยจริงๆ

 

มาลาไคท์อัญมณีแห่งลวดลาย

      สำหรับในส่วนของอัญมณีที่เราสามารถพบกันในตลาดอัญมณีที่จำหน่ายกันทั่วไปนั้น  กล่าวกันว่า มีอัญมณีอยู่ชนิดหนึ่งที่มีความพิเศษและผิดแผกไปจากชนิดอื่นๆ เจ้าพลอยสีเขียวเนื้อแน่นทึบแสง มีลวดลายและเส้นสายในตัว ซึ่งสาว ๆ จะเห็นว่าเจ้าพลอยชนิดนี้ดูสวยงามแปลกตา  อัญมณีชนิดนี้ที่มีชื่อเรียกว่า มาลาไคท์ (Malachite) ซึ่ง เป็นอัญมณีซึ่งเป็นที่รู้จักและมีความเกี่ยวพันกับอารยธรรมและความเชื่อต่าง ๆ ของคนเรามาเป็นพัน พันปี โดย ประเทศ ‘อียิปต์’ หนึ่งในประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดของโลก คือ ชนชาติแรก ๆ ที่รู้จักการนำเอาพลอยชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ ซึ่งนอกจากพลอยชนิดนี้จะถูกนำมาใช้ทำเป็นเครื่องประดับแล้ว ชาวไอยคุปต์ยุคโบราณยังนำมาทำเป็นเครื่องรางเพื่อปกป้องคุ้มครองผู้เป็นเจ้าของให้รอดพ้นจากอันตราย สิ่งชั่วร้าย และอำนาจมืดต่าง ๆ และด้วยความที่เป็นอัญมณีที่มีความแข็งต่ำ มันจึงถูกนำมาแกะสลักเป็นเครื่องใช้สอยในราชสำนัก อาทิ เครื่องถ้วยชาม แจกัน ฯลฯ รวมไปถึงถูกนำมาบดเป็นผงเพื่อทำเป็นเครื่องสำอางสำหรับสาว ๆ ชาวไอยคุปต์อีกด้วย

      นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าเจ้าแร่มาลาไคท์ นี้มีอิทธิฤทธิ์ หรือคุณสมบัติพิเศษที่สามารถป้องกันและบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ อาทิ โรคตับ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อและข้อต่อ ทั้งยังมีสรรพคุณในการล้างพิษได้อีกด้วย ซึ่งนอกจากจะช่วยบำบัดรักษาอาการป่วยทางกายแล้ว หินแร่ชนิดนี้ยังช่วยเยียวยาอาการป่วยทางจิตใจ ความผิดปกติทางอารมณ์ และความรู้สึกอ่อนแอ เป็นต้น

มาลาไคท์ยังถูกผูกโยงเข้ากับความเชื่อที่เกี่ยวกับโชคลาภ ด้วยเหล่าพ่อค้าวานิชมักจะพกมาลาไคท์ไว้ติดตัวเสมอ อันเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าเป็นอัญมณีที่มีผลในการช่วยเสริมส่งการทำธุรกิจ นำมาซึ่งโชคลาภ เพิ่มพูนทรัพย์สินเงินทองและความมั่งคั่งให้แก่ผู้เป็นเจ้าของได้อีกด้วย

      ในยุคโบราณมีความเชื่อต่อ ต่อกันมาว่า มาลาไคท์เป็นหินยอดนิยมอันหนึ่งสําหรับพกพาเวลาเดินทางนํ้าทางเรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักสํารวจและนักผจญภัย ถ้าตัดมาลาไคท์เป็นก้อนสามเหลี่ยมเชื่อว่าจะป้องกันภัยจากดวงตาปีศาจและทําให้ราชินีแห่งสวรรค์ที่มีชื่อว่า จูโนหรือเฮรา เป็นผู้คุ้มครองนอกจากนั้นยังใช้ในการบูชาเทพธิดาวีนัสหรือแอโฟรไดท์(Venus or Aphrodite) เพื่ออธิษฐานขอความรักแท้ได้อีกด้วย ในอารยธรรมบางแห่งใช้มาลาไคท์เป็นเครื่องสําอางเช่นที่อียิปต์ได้ค้นพบถ้วยดินเผาเล็กๆที่มีมาลาไคท์ป่นเป็นผงบรรจุวางอยู่ไกล้ๆกับมัมมี่แม้แต่เรื่องเล่าของคนชาวยิวเล่าว่าพระเจ้าโซโลมอนก้มีเหมืองมาลาไคท์ขนาดใหญ่ซึ่งทําให้พบแร่ทองแดงอันเป็นผลพลอย

ได้ทําให้ชนชาวยิวในขณะนั้นรํ่ารวยเป็นอันมากเพราะนําทองแดงไปอาวุธและเครื่องใช้ต่างๆ

      คนโบราณเชื่อว่า หากคุณ นํามาลาไคท์ใส่ในลิ้นชักเก็บเงิน จะทําให้ธุรกิจทําเดินต่อไปได้โดยไม่ติดขัดและประสบผลสําเร็จ นอกจากนั้นมาลาไคท์มีชื่อเสียงในการที่ป้องกันการ ถูกทําร้ายทางจิตด้วยเวทมนต์คาถาหรือคําสาปแช่งให้หมดฤทธิ์ไป มาลาไคท์เป็นหินแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ กําจัดความรู้สึกที่ไม่พอใจซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ    ทําให้ชีวิตแจ่มใส ถ้าใช้ร่วมกับอาซูไรท์ จะทําให้เกิดการหยั่งรู้ เพิ่มพลังจิต ช่วยให้เกิดการรับผิดชอบ ในการกระทําในการคิดและความรู้สึกของตนเอง ถ้าใช้สําหรับทําสมาธิจะทําให้มีความสามารถแข็งแกร่ง มีความมั่นใจใจตนเอง มีอํานาจน่าเกรงขาม  ดูดพิษของพลูโตเนี่ยมป้องกันการแผ่กัมมันตภาพรังสี รักษาโรคหืดหอบ  ข้อต่ออักเสบ อาการ บวมนํ้าบริเวณข้อต่อ เนื้องอก ปวดหัว ไมเกรน เรียงโครงสร้างของ ดีเอ็นเอในตําแหน่งที่ถูกต้อง ควรสวมมาลาไคท์ไว้ที่มือซ้ายหรือวางมาลาไคท์ที่หน้าผากเมื่อจะใช้ในการรักษาโรค ถ้านําเป็นจี้ห้อยคอและให้เด็กเป็นของขวัญจะช่วยป้องกันเด็กให้ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ วิญญาณร้ายและอุบัติเหตุ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

สไตล์ที่เป็นตัวคุณ

      สำหรับยุคปัจจุบันการเลือกเครื่องประดับมาหยิบใช้ในโอกาสต่าง ๆ เหมือนกับว่าไม่มีเทรนด์ตายตัว หากแต่น่าจะเป็นเครื่องประดับที่เลือกมาตามความพอใจของผู้ใช้มากกว่า หลายครั้งที่เราเจอแหวนเก๋ ๆ ที่ไม่ได้ใส่มานานจากก้นลิ้นชัก เมื่อหยิบมาใส่อีกครั้งก็สร้างความฮือฮาให้กับเพื่อนฝูงได้อย่าน่าอัศจรรย์ เพราะฉะนั้นเครื่องประดับเชิงสัญลักษณ์บางประเภท ที่เราเก็บไว้นานแสนนานอาจจะกลับมามีคุณค่าในวันนี้ก็เป็นได้นะคะ เรามาดูสัญลักษณ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่นำมาใช้เป็นเครื่องประดับกันค่ะ

      อันดับหนึ่งสุดฮิตน่าจะได้แก่กุญแจ ซึ่งนิยามนำมาเป็นเครื่องประดับมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วนะคะ ว่ากันว่ากุญแจนี่เป็นเครื่องประดับแสดงอารมณ์ในยุคจอร์เจียนและยุควิกตอเรียน แล้วจากนั้นก็กลับมาใหม่ระหว่างยุคเอ็ดเวิร์ดเดียน กล่าวกันว่าในยุคนั้นมีกุญแจรูปแบบต่างๆ สำหรับเอาไว้ใช้ไขสายคล้อง แม่กุญแจ และกุญแจทองเอาไว้เปิดหีบเครื่องประดับของขุนนางผู้มั่งคั่งโดยซ่อนเอาไว้ในแหวนและล็อคเก็ต    นักออกแบบในแต่ละยุคก็ได้ตีความกุญแจออกมาในหลากหลายรูปแบบ มีการออกแบบกุญแจมาทุกรูปแบบ แต่กุญแจแบบไม่มีร่องที่ประดับด้วยเพชรและมรกตช่วยเพิ่มประกายให้งดงามและยังคงรักษาความหมายเดิมที่ว่า “ฉันมีกุญแจสู่หัวใจของคุณ” “คุณมีกุญแจสู่หัวใจของผม” หรือ “ปลดล็อคความรักในใจฉัน” ชิ้นงานเหล่านี้จะมีลักษณะของเครื่องประดับยุคก่อนและมีเสน่ห์ดึงดูด ล็อคเก็ตยังคงเป็นของชิ้นสำคัญในคอลเล็กชันเครื่องประดับของผู้หญิงซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ต้องสงสัยเลยมันเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเก็บซ่อนสมบัติ ความลับ และรูปถ่ายของบุคคลอันเป็นที่รัก งานออกแบบในอดีตนั้นมักใช้ลวดลายที่มีความหมายและ/หรือสื่ออารมณ์แทบทุกรูปแบบที่เรานึกออก ดังนั้นจึงนับเป็นความท้าทายสำหรับนักออกแบบในปัจจุบันที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่มีเสน่ห์และดึงดูดความสนใจได้ Adam Foster ก็เป็นนักออกแบบรายหนึ่งที่ตอบรับความท้าทายนี้และผลงานชุด Constellation ของเขาก็นำเสนอลวดลายที่แกะสลักบนทองคำและอัญมณีที่เปล่งประกายสุกใสเหมือนดวงดาว นักออกแบบยังคงพยายามนำเครื่องประดับจากยุคอาร์ตเดโคกลับมาตีความใหม่โดยใส่ความคิดสร้างสรรค์และความร่วมสมัยลงไป Nikos Koulisเป็นผู้นำในด้านนี้ ชิ้นงานของเขาหยิบยืมรายละเอียดและแรงบันดาลใจจากรูปทรงเชิงเส้นที่เพรียวบางและลายเส้นเรขาคณิต แต่เขานำเอาคุณสมบัติแบบดั้งเดิมมาปรับปรุงเสียใหม่ แล้วเพิ่มมุมมองเฉพาะตัว ตลอดจนใช้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าผู้หญิงต้องการใส่เครื่องประดับแบบไหนในเวลานี้ โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือแหวนขนาดใหญ่ลงยาสีดำ 18 กะรัต ประดับด้วยเพชรรูปสามเหลี่ยมและเพิ่มรายละเอียดด้วยสายโซ่เส้นเล็กๆ

      เราจะได้ต่างหูซึ่งเคลื่อนไหว แกว่งไกว และเต้นระบำไปกับแสง อยู่บนติ่งหูของหญิงสาวไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ซึ่งขณะนี้กำลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆ และยังได้เห็นต่างหูเส้น ต่างหูห่วง รวมถึงต่างหูเม็ดและต่างหูเลื้อยหลากหลายรูปแบบ ต่างหูเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ต่างหูระย้าเป็นต่างหูที่มาแรงที่สุด ความเคลื่อนไหวและรูปทรงที่สมดุลกันช่วยส่งเสริมความงามของอัญมณี ตลอดจนเพิ่มสีสันและชีวิตชีวาให้ใบหน้าและเครื่องแต่งกายของผู้หญิงด้วย

      สำหรับสาวที่มีสไตล์เป็นของตัวเองหลงรักความอินดี้ แหวนยิปซีหมายถึงแหวนที่มีอัญมณีเม็ดหลักหนึ่งเม็ดหรือมีอัญมณีเม็ดหลักสามเม็ดฝังเข้าไปในตัวเรือน ทำให้อัญมณีเป็นแนวราบเสมอกันกับตัวเรือนโลหะ แหวนประเภทนี้เริ่มได้รับความนิยมในยุควิกตอเรียนและกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในช่วงต้นยุคศตวรรษที่ 20 มีตำนานเล่าขานมาว่าชื่อแหวนมีที่มาจากการที่ผู้หญิงเดินทางผ่านพื้นที่ชนบทช่วงยุคศตวรรษที่ 19 พวกเธอกลัวว่าพวกยิปซีจะมาแงะเพชรพลอยไปจากตัวเรือนแหวนที่ตนเองสวมใส่ จึงหาวิธีเลี่ยงด้วยการฝังอัญมณีให้อยู่ลึกลงไปในตัวแหวนโดยไม่ใช้ก้านแหวน ในยุควิกตอเรียนจนมาถึงช่วงเปลี่ยนศตวรรษ แหวนเหล่านี้มักประดับด้วยเพชรเป็นหลัก และ/หรือ ด้วยอัญมณีชนิดอื่น ๆ  

      แล้วก็มาถึงสายสร้อยรูปทรงอมตะ นิรันกาล สายสร้อยแบบโซ่ที่ทำด้วยมือซึ่งให้น้ำหนักและสัมผัสคล้ายสายโซ่คล้องแบบโบราณและสามารถห้อยจี้หรือว่าใส่แต่สายสร้อยอย่างเดียวก็ได้นั้นนับเป็นเครื่องประดับที่ควรมีติดตู้เอาไว้ สายสร้อยประเภทนี้มีรูปแบบโบราณมากมายให้เลือก

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ