ไปเที่ยวบ่อเกลือกันเถอะ

      การขับรถขึ้นเหนือในหน้าหนาวนั้น เป็นอีกหนึ่งความสุขและความทรงจำดี ๆ ของครอบครัว เราจะไปกันทุกปี เนื่องจากมีพี่น้องอยู่ทางเหนือให้แวะเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ จุดหมายปลายทางของเรานั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่  หรือเชียงราย มีอยู่คราวหนึ่งด้วยความที่ผู้เขียนเป็นคนเกิดปีเถาะ จึงได้เปลี่ยนเส้นทางไปแวะจังหวัดน่านเพื่อสักการะพระธาตุประจำปีเกิด และได้พบว่าจังหวัดน่านนี้เป็นจังหวัดที่มีอะไรดีๆ จนไม่ควรผ่านเลยไปเฉยๆ เมื่อมีโอกาส ฉันจึงตั้งโปรแกรมขับรถขึ้นเหนือไปที่จังหวัดน่าน และจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ อำเภอบ่อเกลือ

      เราไม่ได้เที่ยวในตัวเมืองน่านหากแต่เราเริ่มต้นเที่ยวน่านที่ อำเภอบ่อเกลือ เป็นอำเภอเล็ก ๆ ของจังหวัดน่าน เป็นสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยมีสถานที่สำคัญคือ “บ่อเกลือสินเธาว์” ซึ่งชาวบ้านยังคงทำแบบดั้งเดิมมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ ชาวบ้านก็ยังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย มีลำน้ำมางไหลผ่าน พร้อมทั้งโอบล้อมไปด้วยขุนเขา จึงเหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนคลายสมองกับครอบครัวได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันท่ามกลางธรรมขาติงดงาม

      ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนมาในหนังสือบอกว่า เกลือในประเทศไทยมีสองประเภท คือ เกลือสมุทร และเกลือสินเธาว์ เกลือสมุทรนั้นหาดูไม่ยากนักแต่เกลือสินเธาว์นี่เกิดมาเพิ่งเคยเห็น บ่อเกลือสินเธาว์ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ่อเกลือใต้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอำเภอบ่อเกลือและจังหวัดน่าน เป็นแหล่งชุมชนที่มีการทำบ่อเกลือมาหลายชั่วอายุคน โดยชาวบ้านจะตักน้ำเกลือจากบ่อใต้ดินแล้วให้ไหลมาตามรางท่อไม้ไผ่ เพื่อที่จะนำน้ำเกลือมาต้มให้เหลือแต่เม็ดเกลือ เรียกว่า “เกลือภูเขา” ซึ่งชาวบ้านจะนำมาบริโภค และกรอกใส่ถุงเล็ก ๆ แบ่งขายให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งก็จะมีการเพิ่มไอโอดีนให้ด้วย สามารถนำมาขัดผิวและทำอาหารได้อย่างปลอดภัย

      ด้วยความงดงามของธรรมชาติทำให้เราได้ขับรถตระเวน เที่ยวไปใน อุทยานแห่งชาติขุนน่าน ครอบคลุมพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มีเนื้อที่ทั้งหมดราว ๆ 155,375 ไร่ หรือ 248.6 ตารางกิโลเมตร โดยรอบ ๆ พื้นที่ของอุทยานเต็มไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ป่าเขาเขียวขจี และมีจุดชมวิวสวย ๆ มากมาย เช่น จุดชมวิวหน่วยพิทักษ์ห้วยตี๋ และจุดชมวิวดอยมงคล นอกจากนี้ยังมีน้ำตกที่น่าสนใจ เช่น น้ำตกสะปัน, น้ำตกบ้านเด่น, น้ำตกห้วยห้า และน้ำตกห้วยตี๋ บางจุดยังสามารถไปนอนกางเต็นท์ดูดาว รับอากาศหนาวสุดเย็นฉ่ำได้ด้วย 

      เมื่อออกจากอุทยาน มีคนบอกว่าเราควรจะไป น้ำตกสะปัน เอาเลยไปไหนไปกันเลือดสุพรรณอยู่แล้ว น้ำตกสะปันนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติขุนน่าน ในตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ มีลักษณะเป็นน้ำตกที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก มี 3 ชั้น สูงประมาณ 3-6 เมตร เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี สายน้ำจะไหลเย็น อากาศเย็นสบาย ป่าไม้รอบ ๆ สวยงามเขียวขจี น่ามาเที่ยวพักผ่อน การเดินทางมายังน้ำตกสะปัน เมื่อมาถึงหมู่บ้านสะปัน ก่อนถึงโรงเรียนบ้านสะปัน จะมีทางแยกอยู่ทางขวามือ ขับรถเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วเดินเข้าไปยังตัวน้ำตกอีกราว ๆ 100 เมตร

      โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านผาสุข ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมและเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารให้มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งยังสร้างอาชีพและรายได้กลับมาสู่ชุมชน ซึ่งหากนักท่องเที่ยวได้เข้ามาเที่ยวชมที่นี่ ก็จะได้สัมผัสกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบริเวณโดยรอบโครงการ มีกาแฟสดรสชาติเข้มข้น รวมไปถึงชาคุณภาพดีไว้รองรับ อีกทั้งยังมีสินค้าสวย ๆ ในโครงการภูฟ้าให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีบ้านพักให้นักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อน

      ภูเข้ เป็น 1 ใน 10 ของยอดดอยที่สูงที่สุดในเมืองไทย มีความสูงราว ๆ 2,079 เมตร อยู่ใกล้กับชายแดนไทย-ลาว ใครที่เป็นสายผจญภัยรับรองได้ว่าจะหลงรักเส้นทางนี้อย่างแน่นอน เพราะตลอดเส้นทางจะผ่านทุ่งนา ป่าเขา ไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน ธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์ ป่าไม้เขียวขจี เอกลักษณ์สำคัญบนยอดดอยภูเข้คือหลักดินแดน ที่แสดงอาณาเขตระหว่างไทย-ลาว นักท่องเที่ยวจะได้เยี่ยมชมป่าทั้งสองแผ่นดินอย่างใกล้ชิด และได้ชื่นชมกับวิวสวย ๆ ของขุนเขาโดยรอบอีกด้วย

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

ไปนาแห้วแล้วไม่แห้วแน่

      คุณเคยได้ยินชื่อ อำเภอนาแห้วไหม? คุณรู้ไหมที่นาแห้วนี่ไม่มีแห้วนะ มีแต่กาแฟเลยบัสต้าหอม ๆ ให้คุณได้ฟิน แล้วคุณอย่าไปถามหารับประทานเนื้อสัตว์ที่นาแห้วในวันพระนะ เค้าไม่มีให้คุณรับประทานหรอกเค้าถือศีลงดบริโภคเนื้อสัตว์กัน แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่านาแห้วนี่เป็นเมืองคู่แฝดกับภูฎานนะ ท่านทูตภูฏานเคยมาที่นี่แล้วด้วย แล้วคุณล่ะเคยไปนาแห้วหรือยัง? ถ้ามีคนทักถามแกมท้ากับคุณถึงนาแห้วมาซะขนาดนี้ คุณจะลังเลที่จะไปเยือนนาแห้วไหม สำหรับฉันไปโลดโดยไม่มีความลังเลใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ ก่อนไปขอทำความรู้จักนาแห้วแป้บนะคะ 

      นาแห้วเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่สุดชายแดนไทย ห้อมล้อมไปด้วยภูเขา และทุ่งนาเขียวขจี มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ที่นี่มีมนต์เสน่ห์ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่น่าหลงใหล ธรรมชาติโดยรอบก็อุดมสมบูรณ์ เป็นที่เลื่องลือในหมู่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาที่นี่ และเมื่อไม่นานมานี้ นายเชวัง โชเฟล ดอร์จิ   เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรภูฏานประจำประเทศไทย พร้อมภริยา และคณะเดินทางมาเยือนจังหวัดเลย โดยมีนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดเลย ให้การต้อนรับและให้ข้อมูลด้านต่างๆ ซึ่งวัตถุประสงค์ของท่านในการเดินทางมาเยือนจังหวัดเลยเพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) จังหวัดเลย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรภูฏาน โดยเฉพาะประเด็นการเชื่อมความสัมพันธ์ด้านท่องเที่ยวระหว่าง อ.นาแห้วกับภูฏาน การพัฒนา อ.นาแห้วให้เป็นภูฏานเมืองไทย เนื่องจากมีลักษณะภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตของประชาชนคล้ายคลึงกัน เคร่งครัดในพุทธศาสนา เป็นหมู่บ้านไม่ฆ่าสัตว์วันพระ เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปในราชอาณาจักรภูฏาน ที่สำคัญจะนำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระหว่าง อพท.กับสภาการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรภูฏาน

      ปูมาซะขนาดนี้แล้วอยากไปนาแห้วกันหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้วเก็บกระเป๋าไปนาแห้วกันเถิดค่ะ เราจะขับรถไปนาแห้วกันนะคะ อำเภอนาแห้วอยู่ห่างจากด่านซ้ายประมาณ 25 km ใช้เวลาเดินทางก็ประมาณ 30 นาทีก็ถึง แต่เส้นทางก็อาจจะค่อนข้างลำบากหน่อยนะ เป็นถนนสองเลน คดเคี้ยวลาดชัน ตลอดทาง ขึ้นเขา-ลงเขาสลับกันไป นานๆ ทีจะมีรถวิ่งผ่าน สองข้างทางเป็นป่าเขา แต่วิวสวยมาก ขับเพลินๆ ไม่นานก็ถึงนาแห้วแล้ว 

      เมื่อมาถึงนาแห้วแล้วที่แรกที่เราจะไปก่อนเลยก็คือ วัดศรีโพธิ์ชัยแสงภา เป็นวัดเก่าแก่ของ อ.นาแห้ว มีอายุยาวนานกว่า 400 ปี ซึ่่งตามตำนานเล่าว่า มีพรานป่า ชื่อเซียงภา เป็นชาวลาวข้ามมาเพื่อล่าสัตว์ เห็นว่าทำเลเหมาะสมจึงกลับไปชวนชาวบ้านมาตั้งหมู่บ้านที่นี่ ชื่อว่าบ้านเซียงภา ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น แสงภา และสร้างวัดศรีโพธิ์ชัยขึ้นเป็นที่สักการะและเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน ภายในพระอุโบสถประดิษฐานหลวงพ่อเพชร ซึ่งพระอุโบสถของที่นี่มีลักษณะคล้ายวัดเชียงของเมืองหลวงพระบางประเทศลาว สวยงามมาก และยังมีอีกวัดเป็นวัดคู่กันมีระยะทางห่างจากันประมาณ 10 กิโลเมตร คือวัดโพธิชัย ตั้งอยู่ที่ ตำบลนาพึง ในอำเภอนาแห้ว เป็นวัดที่มีอายุถึง 400 ปี เมื่อเข้ามาจะเห็นโบสถ์และวิหารเก่า หอพระไตรปิฎกไม้ภายในโบสถ์และวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ เเละสื่อให้เห็นถึงตอนเสียกรุงศรีตอนที่กู้เมืองได้กรุงธนบุรีกลับมา ภาพถูกวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4  เหมือนเราได้ย้อนเวลาไปเห็นภาพประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่มาก  ถึงแม้บางภาพจะเลือนหายไปบ้างตามกาลเวลา แต่ความงดงามก็ยังคงมีให้เห็นอยู่นะคะ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในวัดแห่งนี้ คือ พระเจ้าองค์แสน หรือ พระพุทธรูปฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปสำคัญเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพของคนพื้นถิ่น และนักท่องเที่ยวนิยมมาสักการะ

      นอกจากมีวัดที่เป็นโบราณสถานแล้ว นาแห้วยังมีธรรมชาติที่งดงามน่าท่องเที่ยวอีก คือจุดชมวิวภูหัวฮ่อม และน้ำตกตาดเหือง ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย อยู่ห่างจากตัวอำเภอนาแห้วประมาณ 25 กิโลเมตร ขับรถไม่นานก็ถึงที่ทำการอุทยาน ต้องเสียค่าเข้าประมาณ 30 บาทและค่ายานพาหนะอีก ประมาณ 10-20 บาทแล้วแต่ว่ารถอะไร จุดแรกที่เราเจอเลยก็คือจุดกางเต้นและบ้านพักใกล้ๆ กันจะเป็นจุดชมวิวภูหัวฮ่อม ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของขุนเขา ทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว หากมากหน้าหนาว ที่นี่จะเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยงามแห่งหนึ่ง ขับต่อไปอีกสักพักก็จะเจอน้ำตกตาดเหือง หรือน้ำตกมิตรภาพไทยลาว โดยฝั่งซ้ายของน้ำตกเป็นฝั่งไทย และฝั่งขวาจะเป็นฝั่งลาว ทั้งสองชาติสามารถใช้น้ำตกนี้ร่วมกันได้อย่างเสรี และทีเด็ดของนาแห้วคือน้ำพริกแจ่วดำ ที่ปรุงเครื่องด้วยน้ำผักสะทอน ใช้แทนน้ำปลาร้า ขอบอกว่าอร่อยมาก เหมาะสำหรับคนชอบกินแจ่วบองแต่ไม่กินปลาร้า รสชาติแซ่บนัว ได้ข้าวเหนียวร้อนๆ จิ้มแจ่วดำนี้ อร่อยฟินกันไปเลย

ไปฟอกปอดที่แม่กำปอง

      แม่กำปอง เราได้ยินคำนี้ครั้งแรกจากพี่สะใภ้ของสามี ที่เป็นคนเชียงใหม่มาชวนให้ไปเที่ยว พี่บอกว่าไปซื้อที่ปลูกบ้านอยู่ที่นั่นและวิวสวยงามมาก และจะเปิดร้านกาแฟริมน้ำตก ที่มีบรรยากาศดีงามจุดหนึ่งบนแม่กำปอง พี่เค้ามาชวนครั้งแรก แล้วเมี่อมากรุงเทพฯ ทีไรก็มาชวนให้ไปแอ่วซะทุกที จนกระทั่งวันหนึ่งฤกษ์งามยามดีต้องไปทำงานที่เชียงใหม่จึงวางแผนไปล่วงหน้าสักสองวันเรียกว่าเที่ยวก่อนแล้วค่อยทำงาน เริ่มต้นด้วยการเดินทางด้วยเครื่องบินเที่ยวเช้าสุดถึงเชียงใหม่ เจ็ดโมงกว่า ๆ นิดนึง หลานขับรถมารับแล้วพาเราขับออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ มาตามถนนตัดใหม่ สันกำแพง – แม่ออน ขับตรงไปเรื่อย ๆ ประมาณชั่วโมงเศษ ๆ ขอบอกว่าถนนดีงาม แต่ต้องใช้ฝีมือและความคุ้นเคยในการขับรถพอสมควรเพราะบางช่วงจะมีความโค้งและคดเคี้ยว ก่อนจะถึงทางเข้าบ้านแม่กำปอง คุณหลานรู้ใจคุณอาพาแวะ ที่โครงการหลวงตีนตก เดินชมกล้วยไม้งามและเข้าห้องน้ำพอสังเขป 

      แล้วหลานก็พาแวะร้านกาแฟเดอะไจแอนท์ เราก็พาซื่อถามหลานไป ว่า “เราก็มีร้านกาแฟของเราอยู่แล้วจะให้อาแวะทำไม?” หลานก็บอกแค่ว่า “ลงไปเถอะครับแล้วจะประทับใจ” เมื่อลงไปสัมผัสบรรยากาศแล้วก็ต้องขอบใจคุณหลานมาก ๆ เพราะร้านกาแฟเดอะไจแอนท์นอกจากกาแฟไม่ธรรมดาแล้ว บริบทโดยรอบของร้านจัดขึ้นเพื่อท้าทายลูกค้าสายผจญภัยโดยเฉพาะจริง ๆ โดยเฉพาะตรงสะพานลิงที่ให้เดินดึ๋ง ๆ แล้วยังมีกิจกรรมโหนสลิงท้าทายข้อแขนอีก เป็นไฮไลต์อีกอย่างที่เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีนนั่นคือเครื่องเล่นลอยตัวโหนสลิงไป ใครชอบความสนุกความเสียวและไม่กลัวความสูง ไม่น่าพลาด  ขอบอกเลยค่ะว่าที่นี่สมควรแวะเช็คอินสุดๆ 

      เมื่อได้สัมผัสบรรยากาศร้านกาแฟสุดว้าวกันพอสังเขปแล้วคุณหลานก็พาคุณอาซิ่งขึ้นดอย แล้วเราก็ได้มาเยือนลุงปุ๊ด ป้าเป็งเสียที ร้านนี้แหละค่ะเป็นร้านที่พี่สะใภ้ขยันหมั่นชวนให้มาเยือน มีทั้งส่วนของร้านกาแฟและโฮมสเตย์ ขอบอกว่าบรรยากาศของร้านร่มรื่นมาก ถึงมากที่สุด (ไม่ได้อวยกันเองนะคะ) แนะนำว่าสั่งกาแฟแล้วควรจะไปนั่งด้านหลังร้านที่ติดลำธาร น้ำจากลำธารนี้ไหลมาจากน้ำตกแม่กำปอง สวยและเย็นสบายจนอยากจะหลับ จนหลานต้องมาเรียกไปรับประทานอาหาร สำหรับมื้อกลางวัน หลานจัดข้าวเหนียว น้ำพริกหนุ่มไส้อั่วและตำบะหนุน มาต้อนรับ ขอบอกว่าอร่อยจริงจัง กินเสร็จนั่งเม้าอย่างเพลิดเพลินจนเย็น คุณหลานตัวดีลากมาขึ้นรถบอกว่าจะพาไปดูพระอาทิตย์ตกดิน

      หลานพาขับรถมาที่กิ่วฝิ่น ไปที่จุดชมวิวแต่คุณหลานไม่ได้หยุดแค่นั้นค่า คุณเค้าลากอิชั้นเดินไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงตามทางเดินเข้าด้านในจากลานชมวิว ฟ้าก็เริ่มค่อย ๆ มืดลงแต่วิวพระอาทิตย์ตกที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำเอาฉันแทบจะลืมหายใจ ขากลับคุณหลานก็ลากกลับออกมาอย่างทุลักทุเลเช่นเดิมเพราะฉันยืนยันจะยืนส่งพระอาทิตย์อยู่ตรงนี้จนลับขอบฟ้า พอออกมาก็มืดสิคะ

      กลับมาถึงลุงปุ๊ด ป้าเป็งก็รับประทานอาหารค่ำ เพียบแปล้ เพราะพอญาติ ๆ ทราบว่ามาก็จัดเอาของอร่อยขึ้นมาเทียบกันเต็มไปหมดไม่เว้นแม้แต่ซี่โครงสะพานโค้งร้านโอ้กะจู๋ คิดดูก็แล้วกัน เม้าไปกินไปจนง่วงก็ขอตัวไปนอนให้หริ่ง หรีด เรไรขับกล่อม เพื่อพรุ่งนี้เช้าคุณหลานจะพาลุยต่อ

      รุ่งเช้าคุณหลานมาเคาะห้อง คุณอาแต่งตัวเตรียมพร้อมออกมานั่งจิบกาแฟกับอาหารเช้าแบบสบาย ๆ แล้วก็ขึ้นรถ แต่คุณหลานบอกไม่ต้องขึ้นรถหรอกเดินกันเถิดคุณอา น้ำตกแม่กำปองอยู่ห่างจากร้านเราไปหน่อยเดียว ค่ะหน่อยเดียวแต่เป็นหน่อยเดียวที่ลำบากในการเดินมาก เนื่องจากแม่กำปองเป็นที่ ที่ไม่มีไหล่ทางเพราะฉะนั้นเวลาเดินควรเดินเรียงเดี่ยว มิฉะนั้นจะโดนรถเฉี่ยวตรูดเอาได้นะคะ ชื่นชมน้ำตกจนชื่นใจแล้วก็เข้าวัดค่ะ

      วัดที่อยู่ใกล้น้ำตกมีชื่อว่า วัดคันธาพฤกษา เป็นอีกหนึ่งสถานที่ควรเยี่ยมชมเป็นอย่างมากเมื่อคุณมาแม่กำปอง วัดนี้มีอายุยืนยาวมากว่า 86 ปี ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนได้ยินเสียงน้ำไหลรินตลอดเวลา คงจะเป็นการวางตำแหน่งที่ดีนั่นเอง แล้วคุณหลานก็ลากดิฉันลงบันไดไต่หินไปที่พระอุโบสถกลางน้ำค่ะ แม่เจ้าอะไรจะสงบงดงามปานนี้ ฉันเป็นคนที่ชอบสวดมนต์ให้พระประธานฟัง ไปวัดไหนมีโอกาสอยู่ในพระอุโบสถคนเดียวฉันก็จะเริ่มสวดมนต์ให้พระฟังพร้อมนั่งสมาธิถวายกุศลให้กับสรรพวิญญาณแถวนั้นอีกด้วย ขอบอกเลยว่าเป็นการสวดมนต์นั่งสมาธิในพระอุโบสถกลางน้ำที่ฟินมาก

      เมื่อชื่นชมธรรมชาติและไหว้พระเสร็จเรียบร้อยคุณหลานก็พาดิฉันเข้ามาส่งในเมืองเพื่อเตรียมพร้อมทำงานต่อ ขอบอกเลยว่าชาร์ตแบตมาเต็มขนาดนี้งานหนักแค่ไหนก็บ่อยั่นค่ะ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

 

ไปให้เขากอดที่คีรีวง

      คีรีวง เป็นชื่อที่ได้ยินมานานแสนนาน แต่ไม่มีโอกาสไปเยือนเสียที จนกระทั่งวันหนึ่งได้อ่านรีวิวแล้วเห็นรูปหญิงสาวไปนั่งเหม่อลอยจิบกาแฟท่ามกลางหมอนอิงหลากสี วิวข้างหน้ามีหมอกลอยอ้อยอิ่งท่ามกลางขุนเขาเขียวขจี ฉันบอกตัวเองคำเดียวว่า อยู่ไม่ได้แล้วอยากไปนอนโง่ ๆ อยู่ตรงนั้น คีรีวง  ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง เดิมชุมชนนี้มีชื่อว่า “บ้านขุนน้ำ” เพราะตั้งอยู่ใกล้ต้นน้ำจากยอดเขาหลวง ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อ “บ้านคีรีวง” หมายถึง หมู่บ้านซึ่งอยู่ภายในวงล้อมของภูเขา จึงเป็นที่มาของวลีเด็ดที่ว่า  “ไปให้เขากอดที่คีรีวง”

      มีคนให้คำจำกัดความถึงคีรีวงว่า คือหมู่บ้านเล็ก ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่นี่นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สะท้อนถึงสายใยการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมนักท่องเที่ยวหลายคนถึงติดใจและหลงเสน่ห์ของบ้านคีรีวงกันเป็นแถว ๆ  เราเลย ออกเดินทางไปทำความรู้จักกับ “บ้านคีรีวง” ให้มากขึ้นและไม่แน่ว่าเราอาจจะได้พบกับอีกหนึ่งมุมที่มีเสน่ห์ของบ้านคีรีวง ที่ไม่ไปเองคงไม่มีวันได้สัมผัสก็เป็นได้ เสน่ห์ของบ้านคีรีวงที่เป็นที่กล่าวขานในหมู่นักท่องเที่ยว นั่นคือความสงบและความเงียบ การสัมผัสวิถีชีวิตแบบชนบท อิ่มไปกับบรรยากาศหมู่บ้านกลางหุบเขา ฟังเสียงน้ำไหล ผ่านแก่งหินต่าง ๆ ไหลรวมเป็นแม่น้ำสายเล็ก ๆ ผ่านกลางหมู่บ้าน จนกลายเป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จนได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว   ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน

      เมื่อไล่ดูสถานที่เที่ยวหลักๆ ของที่นี่แล้วมีอยู่หลายที่อยู่ เราต้องใช้เวลากี่วันกันนะ หรืออยู่กันยาว ๆไปเลยดี  “สะพานบ้านคีรีวง” เป็นจุดแลนด์มาร์กสำคัญที่ไม่ว่าใครก็ต้องมาถ่ายรูป เหมือนกับว่าถ้าใครไม่ได้มาถ่ายรูปกับสะพานนี้ก็เหมือนมาไม่ถึงบ้านคีรีวง  จากจุดแรกต้องไปเช็คอินและเตรียมไปเล่นน้ำที่ “หนานหินท่าหา” มีลักษณะเป็นลำคลอง ช่วงฤดูท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำที่บริเวณนี้กันอย่างสนุกสนาน เมื่อเล่นน้ำกันจนเปียกปอน ก็ต้องแต่งสวยให้พร้อมไปถ่ายรูปเล่นที่  “สะพานแขวน-ท่าหา” อยู่ไม่ไกลจากหนานหินท่านา เป็นสะพานแขวนเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยวิวป่าเขา เอาไว้เป็นอีกหนึ่งที่ถ่ายรูปสวย ๆ ของบ้านคีรีวง  ถ่ายรูปกันหนำใจแล้วเซเลปขาช้อปอย่างเราต้องไปที่ “ตลาดบ้านคีรีวง” จึงจะคู่ควร ตลาดนี้เป็น ตลาดเล็ก ๆ อยู่ไม่ไกลจากสะพานบ้านคีรีวง ทุกคนจะได้เดินเลือกซื้อของกินต่าง ๆ มากมาย จนท้องไม่พอจะบรรจุ  จากนั้นเราจะไปเที่ยว “ถ้ำน้ำวังศรีธรรมโศกราช” ถ้ำหินงอกหินย้อยที่สวยงาม ภายในมีสายน้ำไหลผ่าน นอกจากทัศนียภาพที่สวยงามแล้ว ถ้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมืองนครศรีธรรมราชอีกด้วย เนื่องจากเคยมีการค้นพบวัตถุโบราณจำนวนมากภายในถ้ำ และได้นำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ตำบลขุนทะเลซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล และท้ายสุด สุดท้าย เราก็ไปเยือน “น้ำตกวังไม้ปัก” น้ำตกขนาดเล็กที่อยู่สุดถนนของหมู่บ้านคีรีวง ยังคงอุดมด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์ทั้งป่าไม้โดยรอบ แถมอากาศก็ยังสดชื่นสุด ๆ 

       นอกจากธรรมชาติสวย ๆ ของบ้านคีรีวงแล้ว ขอบอกว่าอีกหนึ่งสิ่งที่พลาดไม่ได้ นั่นคือการตระเวนเยี่ยมชมกลุ่มอาชีพที่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านเป็นกลุ่มต่าง ๆ เช่น “กลุ่มลูกไม้” เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดพืช, “กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติ” ชมผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกสวย ๆ, “กลุ่มใบไม้บ้านคีรีวง” ชมผ้ามัดย้อมทำจากสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ เป็นต้น บอกเลยว่าเที่ยวเพลินได้ทั้งวัน แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ อันนี้กระซิบเป็นการส่วนตัวนะคะ สำหรับผู้ที่เลิฟทุเรียนแบบเวรี่ ทุเรียนกวนเผาไฟห่อกาบหมากของคีรีวงนี่เด็ดสุดเลยค่ะ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

ลพบุรีไม่ได้มีแต่ลิงกับดอกทานตะวัน

      ลพบุรี จังหวัดที่เต็มไปด้วยโบราณสถานกลางเมือง มีลักษณะคล้ายอาณาจักรขอมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นพระปรางค์สามยอด  ปรางค์แขก พระนารายราชนิเวศน์ และศาลพระกาฬ ถ้าให้นึกถึงจังหวัดลพบุรี คนก็จะคิดถึงลิงลูกเจ้าพ่อพระกาฬและทุ่งทานตะวันเป็นอันดับต้น ๆ จริง ๆ แล้วลพบุรีมีอะไรให้เราท่องเที่ยวได้อย่างเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือท่องเที่ยวเชิงวิสาหกิจชุมชน เพียงคุณขับรถออกจากกรุงเทพฯมาประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ ๆ คุณก็จะมาถึงลพบุรีแล้วค่ะ

      เรามาขับรถเที่ยวลพบุรีแบบตามใจฉันกันดีกว่านะคะ เราจะไม่เริ่มที่ศาลพระกาฬเหมือนกับคนอื่นเขา เราจะเริ่มที่บ่อดินขาวกันก่อนเลยค่ะ ลพบุรีมีบ่อดินขาวอยู่ที่ตำบลท่าแคและตำบลท่าตะโก ซึ่งเป็นแหล่งดินขาวขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชาวบ้านจะไปซื้อดินขาวมาแล้วนำมาผลิตดินสอพองที่หมู่บ้านหินสองก้อน ตำบลทะเลชุบศร จังหวัดลพบุรี ที่นี่มีบ้านที่เปิดให้เข้ามาทดลองทำดินสอพองกันหลายบ้าน ซึ่งปัจจุบันนี้นอกจากจะได้นำดินขาวมาทำดินสอพองแล้ว ยังสามารถนำมาใช้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้อีกไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมยาสีฟัน อุตสาหกรรมผลิตธูป ทำสีฝุ่น และอุตสาหกรรมการแพทย์แผนปัจจุบัน นอกจากนี้เนื่องจากความนิยมในการใช้ดินสอพองลดลงและเทศกาลสงกรานต์ก็ได้มีการสั่งห้ามนำดินสอพองมาเล่น จึงทำให้กิจการดินสอพองซบเซาลงไป ชาวบ้านจึงนำดินสอพองมาทำเป็นตุ๊กตาของที่ระลึก และนำมาผสมกับเกลือแล้วพอกไข่ทำเป็นไข่เค็มดินสอพองที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความอร่อย

      ออกจากหมู่บ้านดินสอพองแล้ว เราเลยมาเที่ยวที่วัดสันเปาโลใกล้ ๆ กัน วัดสันเปาโลนี้ สันนิษฐานว่าเป็นวัดในคริสต์ศาสนา สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา พร้อมใช้เป็นที่พักของบาทหลวง ที่สำคัญและ unseen คือ ที่นี่เป็นที่ตั้งของหอดูดาว ซึ่งใช้เป็นหอสังเกตการณ์ทางด้านดาราศาสตร์แห่งแรกของกรุงสยาม มีลักษณะเป็นหอคอยแปดเหลี่ยม เมื่อเรามาเดินโดยรอบของหอดูดาวนี้ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นซากปรักหักพังที่พอจะมีเค้าโครงให้เห็นอยู่บ้าง ก็จะพบว่าวัดสันเปาโลนี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยผสมยุโรปคล้ายกับบ้านวิชาเยนทร์ ซึ่งนอกจากจะมีจุดเด่นเป็นหอดูดาวแปดเหลี่ยมแล้ว ยังมีเรือนพักและพบฐานสิ่งก่อสร้างซึ่งเข้าใจว่าเป็นโบสถ์ฝรั่งแต่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เมื่อมีการเปลี่ยนแผ่นดิน มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมืองด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  วัดสันเปาโลกลับถูกทิ้งร้าง ปัจจุบันจะเห็นเพียงซากผนังหอดูดาวแปดเหลี่ยมบางส่วน กับฐานของอาคารที่สันนิษฐานว่าเป็นที่พักและโบสถ์ฝรั่งเท่านั้น

      หลังจากเดินชมวัดสันเปาโลกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ขับรถเข้าเมืองมาเดินชมตลาดกันดีกว่านะคะ ว่ากันว่าหากคุณอยากจะชมวิถีชุมชน ตลาดนี่จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจและสภาพสังคมของพื้นถิ่นได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นตลาดบนเมือง ลพบุรีนี้ เมื่อเราเดินเข้าไปทางด้านหน้าตลาดจะเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังแสนอร่อยแวะรับประทานกันเล็กน้อย เสร็จแล้วเดินชม ชิม ช้อป ตามแผงขายของกินต่าง ๆ มากมายเช่น กุนเชียง หมูเค็ม ปลาเกลือ กะละแม ข้าวเหนียวแก้ว ปลาร้าสับ ปลาเห็ด (ทอดมัน) ลึกเข้าไปหน่อยจะเป็นผักและปลาสด สมกับที่ลพบุรีเป็นเมืองติดแม่น้ำ ปลาน้ำจืดตามฤดูกาลมีให้เลือกรับประทานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปลาเค้า ปลาน้ำเงิน ปลาหมู ปลากระทิง ฯลฯ และเมื่อเดินไปจนสุดตลาดเลี้ยวขวาจะเจอร้านขายปลาส้มฟักเจ้าดัง ที่มีของพื้นเมืองต่าง ๆ ขายมากมาย

      ก่อนออกจากลพบุรีเรามาแวะสักการะศาลพระกาฬแล้วให้อาหารลิงที่พระปรางค์สามยอดกันเล็กน้อย ขับรถผ่านสระแก้วที่มีคชสีห์รอบสระถือว่าเป็นแลนมาร์คของเมืองลพบุรี ก่อนขับรถกลับแบบสบาย ๆ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

สัมผัสวิถีคนยองที่บ้านหนองเงือก

      บ้านหนองเงือก เป็นชุมชนวัฒนธรรมชาวยอง อยู่ที่จังหวัดลำพูน แน่นอนที่สุด จะไปลำพูนให้ไวที่สุด เราควรจะต้องเหินฟ้าไปเท่านั้น เราตื่นแต่เช้าตรู่ไปขึ้นเครื่องบินเที่ยวแรกจากท่าอากาศยานดอนเมืองมุ่งสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ จากนั้นมีเจ้าบ้าที่แสนใจดีนำเราขึ้นรถมุ่งสู่บ้านหนองเงือก จังหวัดลำพูน เมื่อมาถึงบ้านหนองเงือกเราได้เข้าไปทำความรู้จักกับแม่หลวงมาลี แม่หลวงแห่งบ้านหนองเงือกจังหวัดลำพูน  ที่บ้านแม่หลวงนี้มีผู้คนคึกคัก เพราะเป็นจุดศูนย์กลางการทอผ้าฝ้ายนาโนกันที่นี่ ดีล่ะฉันหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้เห็นกันเสียทีว่าไอ้เจ้านาโนนี่มีหน้าตาเป็นอย่างไร เอาเข้าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีตัวนาโนอยู่ที่หนองเงือกค่ะ ทางหนองเงือกเค้าทอผ้าเสร็จแล้วส่งไปเคลือบนาโนที่พิษณุโลกค่ะ

      พอมาถึงเราก็เตรียมตัวจะทอผ้าอย่างเต็มที่ แต่เดี๋ยวก่อน แม่หลวงมาลีบอกว่า แขกไปใครมาที่บ้านหนองเงือกนี้ต้องได้ทำบุญที่วัดหนองเงือก เราจึงจัดชุดสังฆทานเป็นการด่วน ซึ่งเมื่อจัดชุดสังฆทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้เรียนรู้หนึ่งวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ซึ่งแสดงออกถึงความตั้งใจในการสร้างบุญทำกุศลของชาวยอง เริ่มตั้งแต่การทำ “กรวยสวยดอก” ซึ่งต้องทำด้วยตัวเอง แม่หลวงให้เราไปเก็บดอกไม้จากสวนข้างบ้านมาใส่กรวยกระดาษแข็งสีขาวที่เตรียมไว้พร้อมธูปเทียน จัดใส่ตะกร้าที่มีขวดและแก้วน้ำ ในที่นี้ชาวยองเรียกว่า “น้ำหยาด” เพื่อเอาไว้สำหรับกรวดน้ำอุทิศบุญให้แก่ผู้ล่วงลับและเจ้ากรรมนายเวร เมื่อตระเตรียมข้าวของกันเรียบร้อยแล้ว แม่หลวงก็นำเรามากราบถวายสังฆทานกับตุ๊เจ้า อาจารย์ไกรลาศ รัตนวรรณโณ เจ้าอาวาสวัดหนองเงือก ซึ่งท่านเป็นหนึ่งในพระเกจิดังของจังหวัดลำพูน

      วัดหนองเงือกแห่งนี้ มีคะตึกหอธรรมเป็นหนึ่งในสถานที่ ที่น่าเข้าไปเยี่ยมชม สิ่งที่สะดุดตาเมื่อแรกเข้าไปนั้นคือฝาผนังของหอธรรม ซึ่งวาดเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ การใช้สี และลายเส้นนั้นถึงจะไม่อ่อนช้อย หากแต่มีเอกลักษณ์ ในการให้สีสัน ที่น่าประทับใจอย่างมาก ในคะตึกหอธรรมเราได้พบตู้พระธรรมโบราณแกะสลักลวดลายเป็นรูปทวารบาลที่บานประตูตู้โครงสร้างของตู้พระธรรมนั้น ดูแข็งแรงบึกบึนราวกับจะท้าทายกาลเวลาที่ผ่านมานับร้อยปี

      ออกจากวัดมาแม่หลวง ก็พาเราไปที่โฮมสเตย์ ที่นี่เป็นบ้านติดแอร์ทั้งหลัง เหมาะแก่การมาพักผ่อนของคนเมืองที่อยากมาสัมผัสชีวิตอันแสนสงบของชาวหนองเงือก เหมือนได้กลับมาเยี่ยมบ้านญาติผู้ใหญ่ต่างจังหวัด แต่ยังมีความสะดวกสบายอยู่อย่างครบครัน เมื่อลงจากโฮมสเตย์หลังแรกแล้วแม่หลวงก็พาเราไปที่หนองน้ำออกรู ซึ่งว่ากันว่าเมื่อก่อนเป็นแหล่งชลประทานสำคัญของชาวหนองเงือก ที่นี่เค้าว่ากันว่าเป็นที่ปรากฏตัวของพญานาค อันเป็นที่มาของชื่อบ้านหนองเงือก

      เมื่อมาถึงถิ่นยองแล้วมื้อกลางวันแม่หลวงก็จัดให้เราได้รับประทานแบบยองที่ร้านลาบไก่โพธิ์ทอง อาหารประกอบไปด้วย น้ำพริกอ่อง กับแคบหมู แกงฮังเล ลาบไก่ ปลานึ่ง ทั้งหมดกินกับข้าวเหนียวและลาบไก่ ถ้าถามว่าอร่อยไหม ขอบอกว่าอาหารหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ มีความอร่อยเป็นเอกลักษณ์แบบยอง ยองบอกไม่ถูกเอาเป็นว่าอร่อยมากก็แล้วกันนะคะ

      หลังจากท้องอิ่มแล้วเราก็มาเรียนรู้เรื่องฝ้ายกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะเสียที ขั้นตอนการทอฝ้ายนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 12 ขั้นตอนเราได้ทำจนครบทุกขั้นตอนยกเว้นขั้นตอนการเก็บดอกฝ้ายเพราะไม่ใช่ฤดูกาล เราลงมืออีดฝ้ายเพื่อเอาเม็ดฝ้ายออก ปดดอกฝ้ายให้ฟูเป็นปุย จากนั้นก็เอาฝ้ายมากิ๊ก ให้เป็นม้วน ๆ เหมือนเรากำลังพันสำลีกับไม้ให้เป็นท่อนยาว แล้วก็นำฝ้ายมาปั่นให้เป็นเส้น นำฝ้ายมากวักและขินหูก อันเป็นการเดินโยงเส้นใยไปมา เมื่อขินหูกเสร็จก็มาผัดหลอด เสร็จจากขั้นตอนนี้เราก็ได้มาทอผ้ากันอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที เวลาที่ขึ้นไปนั่งบนฮูกนะขอบอกเลยว่าจิตใจมันช่างฮึกเหิม แต่พอเอาจริงแล้วเหมือนทำอะไรไม่ถูกเลย ได้พี่สาวบ้านหนองเงือกมาช่วยสอน เลยพอทอกะเค้าได้หนึ่งนิ้วถ้วน อย่างที่บอกกันว่าผ้าฝ้ายของบ้านหนองเงือกนี้นอกจากจะทอด้วยฝ้ายแท้ ๆ อันเป็นเส้นใยธรรมชาติแล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยีนาโน มาช่วยเพิ่มคุณภาพของผ้าให้เป็นพิเศษเข้าไปอีกด้วยการใส่กลิ่นหอม ไม่สกปรกง่าย กันน้ำได้ประมาณนึงและผ้าสีจะไม่ตกซีดคงความงานเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้ยาวนานกว่าผ้าอื่น

      ก่อนอำลาหนองเงือกเราได้มาแวะเยือนเรือนโบราณที่จัดไว้เป็นโฮมสเตย์อีกแห่งหนึ่ง เรือนนี้แหละที่เราได้สัมผัสวิถียองอย่างแท้จริง ความประทับใจของคนทำกับข้าวอยู่ที่ครัวยองนี่เอง ครัวบ้านยองมีอาณาบริเวณเชื่อมต่อระหว่างยุ้งข้าวและตัวบ้าน เตาไฟนั้นจะเป็นก้อนหินสามก้อน ที่เค้าเรียกกันว่าก้อนเส้า และอีกจุดที่ประทับใจคือขั้นบันไดที่กว้างและยาว เรือนชาวยองแห่งนี้ดูแข็งแรง บึกบึนมาก วันหน้าฉันหวังว่าจะได้มานั่งโขลกน้ำพริกปิ้งปลา ทำอาหารที่ครัวแห่งนี้

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

กำไลใส่ไว้ไม่ขาดทุน

      ในบรรดาเครื่องประดับ กำไลถือเป็นหนึ่งในเครื่องประดับที่เพิ่มความงามให้กับท่อนแขนเรียวเสลาของสาว สาวได้เป็นอย่างดี ทั้งกำไลเงิน กำไลทอง กำไลเพชร กำไลคริสตัล กำไลโลหะ หรือกำไลพลาสติก และทำจากวัสดุธรรมชาติต่าง ๆ บางคนชอบใส่กำไลซ้อน ๆ กันหลาย ๆ วง หรือนำมามิกซ์กับสายสร้อยข้อมือทำให้ดูเก๋ มีสไตล์เข้าไปอีก ซึ่งการมิกซ์และแมทช์กำไลข้อมือนี่สาว ๆ คงเห็นเป็นเรื่องไม่ยากเย็น แต่จะมิกซ์ให้น่าดูและน่าเลียนแบบไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ บางคนจับเอากำไลพลาสติก มามิกซ์กับสร้อยข้อมือโลหะ เรียกว่า มากันคนละทิศละทางอย่างกู่ไม่กลับเลยทีเดียว เราลองมาดูวิธีการสวมกำไลแบบไม่ขาดทุนกันดีกว่านะคะ

      วิธีแรกง่าย ๆ เลยคือการจับคู่เหมือน เพียงคุณนำกำไลที่มีรูปร่างลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาใส่ด้วยกันจะ  2 วง หรือ 3-4 วงก็ตามชอบเลยค่ะ มีความต่างในความเหมือน และมีความเหมือนในความต่างคือคอนเซปท์ของการมิกซ์แอนด์แมทช์ แค่นี้กำไลก็จะเป็นจุดนำสายตาให้คนชื่นชมเรียวแขนงามของคุณแล้วค่ะ แต่กำไลที่นำมาสวมมิกซ์กันนั้นไม่ควรจะมีขนาดใหญ่เกินไปนะคะ ให้เป็นกำไรเล็ก ๆ หลาย ๆ อันใส่ด้วยกันจะดูน่ารักกว่าค่ะ

      วิธีที่ 2 การจัดเซ็ตกำไร ง่าย ๆ เพียงคุณนำกำไลที่มีอยู่ในครอบครองทั้งหมดออกมากองแล้วแยกประเภท เอากำไลที่ประดับมุกแยกไว้ด้วยกัน  กำไลที่เป็นคริสตัลแยกไว้อีกกลุ่ม กำไลประดับพลอยหลากสีแยกไว้ กำไลหินสีแยก ฯลฯ แล้วคุณก็นำเอาเจ้ากำไรที่คุณแยกกลุ่มไว้นี่แหละค่ะ มาใส่ ด้วยกันเซ็ตมุกจะทำให้คุณดูแพงเลอค่าราวเจ้าหญิง เซ็ตเพชรก็จะทำให้คุณดูไฮโซโบว์ใหญ่มิใช่น้อย นี่คือวิธีง่าย ๆ ในการทำให้เครื่องประดับเก่าเมื่อนำมาเล่าใหม่แล้วกลับน่าสนใจกว่าของซื้อใหม่อีกนะคะ

      วิธีที่ 3 การผสมผสานของกำไลต่างขนาด วิธีนี้จะเหมาะสำหรับคนที่เลือกอยากตัดสินใจไม่ถูกอันนั้นก็ดี อันนี้ก็ชอบ มีเคล็ดลับในการเลือกคือ คุณสาว สาวควรเลือกกำไลข้อมือโลหะ เหมือนกันมีแบบเส้นบาง ๆ หรือจะเป็นสายสร้อยข้อมือเส้นหนา และกำไลเรียบๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วทั้งสามชิ้นนี้ถือว่าต่างคนต่างมาเลยทีเดียวหากแต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้วกลับดูดีขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียวเชียว

      วิธีที่ 4 แมทช์สวยด้วยความหลากสี ขอบอกว่าในวันสบาย ๆ เราต้องเลือกไอเทมที่อุดมไปด้วยสีสัน แม้ภายนอกคุณอาจจะนิยมความเรียบ เพื่อความมั่นใจในการแต่งตัว แต่คุณสามารถแอบชิคได้ด้วยสีกำไล ขอบอกว่าด้วยวิธีนี้กำไลที่คุณหยิบมาไม่จำเป็นต้องเป็นกำไลสีทั้งหมด เราอาจจะนำกำไลโลหะมาร่วมแจมด้วยก็ได้หรือนำพู่ด้ายสีพื้นเมือง และมาตกแต่งรวมกับกำไลโลหะแบบสร้างสีสันให้กับท่อนแขนของคุณ อาจจะเป็นแค่กำไลประดับคริสตัลง่าย ๆ มาแมทช์กับกำไลเชือกถักแค่นี้คุณก็จะพบแนวใหม่ในการใส่เครื่องประดับแล้วค่ะ

      วิธีที่ 5 มิกซ์แมทช์แบบคู่รักต่างขั้ว อันนี้คุณต้องเป็นสาวมั่นแบบไม่สนใจใครจริง ๆ รับรองว่าการใส่กำไลแบบนี้จะสนุกสมใจคุณแน่นวลค่ะ ขอบอกว่าความสนุกของการแต่งตัวนั้นมันเกิดจากการที่คุณสามารถที่จะคิดนอกกรอบแล้ว หาเทรนด์ความเป็นตัวเอง อาจจะหากำไลโลหะไม่ว่าจะเป็นทอง เงิน ทองแดง หรือพิงค์โกลด์ มาใส่เข้าด้วยกัน เพียงแค่กำไลโลหะเส้นบาง ๆ หลายเส้น หลายสีมาใส่ซ้อนกันแค่นี้ก็ทำให้ผู้สวมใส่ดูดี ขอบอกว่าเทรนด์กำไลหลากหลายนี้ อาจจะทำให้คุณได้ชื่อว่าเป็นกูรูเครื่องประดับเลยล่ะถ้าคุณเข้าใจจับกำไลมารวมกันอย่างลงตัว เพื่อนสาวต่างก็จะแห่มาปรึกษาเรื่องการแมทช์เครื่องประดับกับคุณเลยทีเดียว

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

คลาสสิค แบบมุก

      อย่างที่ทราบกันดีว่าเครื่องประดับหรือจิวเวอรี่นั้นเป็นหนึ่งในของต้องมีสำหรับสาว สาว แทบทุกคน ต้องมีเครื่องประดับติดตัว และที่ยอดนิยมมากไม่แพ้เครื่องประดับชนิดอื่น ๆ น่าจะเป็นเครื่องประดับมุกนั่นเอง สำหรับเครื่องประดับที่ทำมาจากมุกคุณสาว สาวบางคน อาจจะรู้สึกว่าเป็นเครื่องประดับที่ออกจะดูเป็นพิธีการและน่าจะเหมาะสำหรับสว.มากกว่า หากแต่ความเป็นจริงแล้วสว.ที่หมายถึงสาววัยรุ่น หรือสาววัยทำงาน   ก็สามารถสวมใส่เครื่องประดับมุกให้ดูเก๋ไก๋และดูดีเหมาะสมกับวัยของเราได้เช่นกัน อย่างที่เราเห็นกันในท้องตลาดเครื่องประดับมุกจะมีออกแบบกันมาอย่างหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น สร้อยข้อ ต่างหู แหวน สร้อยข้อมือ ที่คาดผม เครื่องประดับผม กิ๊บ โบว์ เข็มกลัด และอื่นๆ  

พูดได้อย่างไรว่า เครื่องประดับไข่มุก ใส่แล้วดูสูงวัย ขอบอกเลยว่าคุณคิดผิด มุกเป็นเครื่องประดับที่สวยงามเลอค่าจะทำให้คุณมีบุคลิกที่ดีขึ้นมาทันทีเมื่อนำมุกมาประดับ 

ใคร ใครก็ใส่มุกได้จริง ๆ 

      ขอบอกว่า การใส่สร้อยมุกไม่จำกัดวัยค่ะ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนมุกก็จะปรับเปลี่ยนไปตามบุคลิกของคุณและช่วยส่งเสริมให้คุณดูดีและโดดเด่นได้อีกด้วย เชื่อเถอะว่าใครก็หยิบสร้อยมุกมาใส่สวยได้ทั้งนั้น แต่เคล็ดลับ ณ จุดนี้ อยู่ที่การเลือกขนาดของสร้อยมุกมาสวม ซึ่งขนาดไม่ได้จำกัดแค่เพียงขนาดของมุก แต่เป็นความยาวและรูปแบบของตัวสร้อยด้วยค่ะ ถ้าคุณมีอายุในช่วง 20 ตอนต้น  สร้อยไข่มุกที่มีเม็ดเล็ก เหมาะสำหรับวัยของคุณเป็นอย่างมาก จะทำให้คุณดูกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักเลยทีเดียว   ถ้าคุณอยากอินเทรนควรเลือกสร้อยมุกที่เป็นโชคเกอร์ติดคอก็จะสวยสง่าไม่ซ้ำแบบใคร แต่ควรจับคู่กับเดรสสีพื้น เพื่อให้ไข่มุกโดดเด่น ไม่ควรเลือกชุดหรือเสื้อที่ลายพร้อยไปทั้งตัว เพราะจะลดความสวยงามของมุกออกไปอย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่ามุกอะโกย่ามีหลายเฉดสีที่บางคนอาจรู้สึกว่าสีเหลือบกันจนมองยากเหลือเกินว่าสีไหนเป็นสีไหน ทำให้เวลาที่เลือกไข่มุกมาใส่ต้องคิดแล้วคิดอีก

      เอาเป็นว่าวิธีง่ายแสนง่ายที่สุดก็คือ คุณควรเช็คสีผิวของตัวเองจากนั้นจึงเลือกจับคู่สร้อยมุกให้แมตซ์   หากคุณมีผิวสีขาวซีดออกเหลือง แนะนำให้เลือกมุกสีขาวครีม หากคุณคือสาวผิวเหลืองควรเลือกมุกสีชมพูหรือขาวอมชมพู แต่ถ้าคุณเป็นสาวผิวสีแทนหรือสีน้ำผึ้ง ต้องเป็นเฉดขาวอมทองจะดูสง่างามมาก  

      ในปัจจุบันคุณจะเห็นว่าเครื่องประดับมุกยังมีสีสันออกมามากมายทำให้สามารถเลือกนำมาสวมใส่ให้เข้ากับเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ กันได้อย่างสบาย นอกจากนี้เครื่องประดับมุกโดยส่วนมากแล้วจะมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ในเรื่องของความสวย หรูหรา ดูดี มีรสนิยม และสร้อยมุกบางดีไซน์ยังช่วยทำให้เสื้อผ้าที่มีลักษณะเรียบๆ ของคุณดูโดดเด่นขึ้นได้อีกด้วย 

      แต่ในการเลือกสวนสร้อยมุกเราควรเลือกสวมกับเสื้อผ้าที่ดูเป็นพิธีการ  อย่างเช่น เวลาไปงานเลี้ยงสวมใส่กับชุดราตรี หรือในเวลาทำงานสาวๆ อาจเลือกสวมเครื่องประดับมุกคู่กับชุดเดรสที่สวยสง่างาม แต่จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้าแบบไหนก็ไม่สำคัญ ขอแค่เป็นชุดกระโปรงที่ตัดเย็บมาแบบเรียบหรู เมื่อนำเครื่องประดับมุกมาสวมใส่ก็ช่วยทำให้ชุดที่คุณสวมใส่ดูเด่นเป็นสง่าขึ้นมากันได้ง่ายๆ กันแล้วค่ะ หรือในกรณีที่สาวๆ ไปทำบุญที่วัดหรือมีงานบุญ เครื่องประดับมุกก็เป็นเครื่องประดับที่เหมาะสมเป็นอย่างมากที่จะนำมาสวมใส่ ดังนั้นแล้วสำหรับใครที่คิดว่าเครื่องประดับมุกเหมาะสำหรับสว.เท่านั้น ลองนำมาประยุกต์ใส่กับเสื้อผ้าที่เรามีกันอยู่ให้เหมาะสม ก็รับรองได้เลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นคนในวัยไหน วัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยทำงาน หรือวัยผู้สูงอายุ คุณก็จะสามารถสวมเครื่องประดับมุกได้สวยและดูดีได้เช่นกัน

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

 

เครื่องประดับจากแดนอาทิตย์อุทัย

      ถ้าพูดถึงเครื่องประดับจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว สาว ๆ คงจะคิดถึงแต่ไข่มุก เพราะญี่ปุ่นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยเกาะแก่ง และติดทะเลซะเป็นส่วนใหญ่ หากแต่เพิ่งได้รับรู้ข้อมูลมาว่า ที่ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่นนั้น นอกจากจะเป็นดินแดนเล็กๆ ที่มีความสวยงามทางธรรมชาติ และเป็นอีกหนึ่งดินแดนท่องเที่ยวยอดนิยมติดอันดับของประเทศญี่ปุ่นแล้ว จังหวัดยามานาชิ ยังมีความสำคัญโดยเป็นศูนย์กลางการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับที่มีชื่อเสียงและได้การยอมรับจากตลาดผู้บริโภคในระดับสากล อันเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของญี่ปุ่นให้เติบโตยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

      ตามข้อมูลทางเศรษฐกิจการส่งออก ภาคอุตสาหกรรมเครื่องประดับในดินแดนยามานาชิ ได้เริ่มต้นขึ้นในราวปี ค.ศ. 1800 จากการทำเหมืองควอตซ์ที่มีคุณภาพดีและมีความสมบูรณ์ของญี่ปุ่น โดยแร่ควอตซ์ใส   ที่ขุดได้ในพื้นที่นี้จะถูกนำไปเพิ่มมูลค่าโดยการเจียระไนและผลิตเป็นเครื่องประดับออกวางจำหน่าย ส่งผลให้กลายเป็นสินค้าสำคัญของดินแดนที่ได้รับความนิยมและทำให้ชื่อเสียงของดินแดนยามานาชิเริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ต่อมาได้มีการนำเอาพลอยสี ไข่มุกและควอตซ์ประเภทต่างๆ เข้ามาเจียระไนและผลิตเป็นเครื่องประดับตามสไตล์ของยามานาชิด้วย จนสินค้าที่ผลิตได้มีความหลากหลายและเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคในวงกว้าง  

      กล่าวกันว่าดินแดนยามานาชิเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องประดับที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่น โดยช่างฝีมือประจำท้องถิ่น ได้พัฒนาเทคนิคในการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับขึ้นมาจนมีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ได้แก่ การเจียระไนอัญมณีแบบโคชู และเทคนิคพิเศษในการผลิตเครื่องประดับด้วยโลหะมีค่า ทั้งนี้เราได้พบว่า ทุกกระบวนการผลิตของดินแดนยามานาชิล้วนอยู่ภายใต้กรอบแนวคิด “Monozukuri” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าและการสร้างสรรค์ผลงานให้มีความโดดเด่นเป็นเลิศจนเกิดคุณค่าและการยอมรับจากผู้บริโภค 

      มารู้จัก“การเจียระไนแบบโคชู” กันเถอะ   การเจียระไนแบบนี้เป็นเทคนิคเฉพาะของดินแดนยามานาชิที่แตกต่างจากแหล่งผลิตอื่นๆ โดยวิธีการเจียระไนดังกล่าวต้องอาศัยประสาทรับรู้ทางเสียงและใช้ปลายนิ้วสัมผัสกับผลึกอัญมณีที่นำมาเจียระไน ซึ่งต้องอาศัยช่างฝีมือที่มีความละเอียดรอบคอบ แม่นยำ และมีประสบการณ์สั่งสมมานาน ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นจากการนำเอาผลึกอัญมณีมาเจียระไนให้ได้เหลี่ยมมุมที่ต้องการ ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะอยู่ที่ความมีมิติของเหลี่ยมมุมที่ทำให้เกิดเป็นลวดลายสวยงามเสมือนกับเป็นลวดลายจากธรรมชาติ ถัดจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการขัดโดยนำเอาอัญมณีติดไม้ทวนขัดบนแผ่นไม้เชลโควา  ซึ่งเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น เพื่อขัดผิวให้เกิดความเงางามและเปล่งประกาย สำหรับในส่วนของการผลิตเครื่องประดับจากโลหะมีค่าตามแบบฉบับของดินแดนยามานาชิ คือ การใช้เทคนิคหล่อตัวเรือนให้ชิ้นงานมีน้ำหนักเบาซึ่งทำได้ยากกว่าการผลิตทั่วไป รวมทั้งมีการออกแบบรูปทรงของชิ้นงานโดยเลียนแบบลวดลายทางธรรมชาติแต่เพิ่มลูกเล่นให้ดูสวยงามแปลกตาขึ้น อย่างน่าอัศจรรย์

      ปัจจุบันเครื่องประดับที่ผลิตจากดินแดนยามานาชิมีอยู่หลากหลาย ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนมีจุดเด่นเป็นของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้แตกต่างจากที่อื่น จนสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับแท้ที่มีสไตล์เรียบง่าย สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่แฝงไว้ด้วยลูกเล่นที่ทำให้เกิดความน่าสนใจในชิ้นงาน อัญมณีเจียระไนชนิดต่างๆ ตามเอกลักษณ์การเจียระไนแบบโคชู และหินแกะสลักคามิโอ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วสินค้าที่ผลิตออกมาจะมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นผู้หญิงทำงานในช่วงอายุระหว่าง 20-40 ปี ซึ่งเป็นผู้มีกำลังซื้อและมีค่านิยมชื่นชอบการสวมใส่เครื่องประดับ

      สำหรับการค้าเครื่องประดับที่ผลิตจากดินแดนยามานาชิพบว่า นอกเหนือจากการค้าส่งเพื่อกระจายสินค้า ออกไปวางจำหน่ายตามหน้าร้านของแบรนด์ต่างๆ ภายในประเทศแล้ว ผู้ประกอบการท้องถิ่นยังดำเนินธุรกิจจำหน่ายโดยตรงภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ซึ่ง นอกจากนี้ เครื่องประดับที่ผลิตได้ยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศจีนและสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันผู้ประกอบการเครื่องประดับดินแดนยามานาชิได้พยายามขยายตลาดผู้บริโภคให้กว้างขึ้นไปอีก โดยพยายามเข้ามาประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักและดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคในตลาดยุโรปและตลาดอาเซียน ภายใต้คอนเซปต์เฉพาะตัวที่ยังคงเน้นเครื่องประดับที่มีความเรียบหรูดูเป็นธรรมชาติและแปลกใหม่ ด้วยราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปจับต้องได้อันนี้สาว สาวที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเผื่อเวลาไปช้อปเครื่องประดับที่ยามานาชิบ้างนะคะ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

 

เครื่องประดับอัญมณีสีแดง

      หากจะกล่าวถึงอัญมณีที่มีนามว่า ‘โกเมน’ หลายคนคงนึกถึงอัญมณีสีแดงซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าอัญมณีมงคลตามคติความเชื่อของไทย  เรียกกันทั่วไปว่าพลอย นพเก้า ชื่อของพลอยชนิดนี้มี ทางวิชาการกล่าวว่ามีรากศัพท์มาจากคำในภาษาละตินว่า ‘Granatus’ แปลว่า เมล็ด อันเป็นผลมาจากสีสันและรูปลักษณ์ของพลอยที่ละม้ายคล้ายกับเมล็ดของผลทับทิม และมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่าการ์เนต คือพลอยสีแดงจำพวกหนึ่ง ซึ่งจริง ๆแล้วก็ไม่ผิดแต่อย่างใด   เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว การ์เนตเป็นอัญมณีที่มีสีสันอันหลากหลาย ทั้งสีแดง ชมพู เขียว ส้ม และเหลือง เป็นต้น หากแต่สีแดงคือสีซึ่งเป็นที่นิยม พบเห็นได้บ่อยและคุ้นตามากที่สุด

      การ์เนตนี้เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย  ซึ่งนอกจากจุดเด่นในเรื่องความสวยงามแล้ว มันยังมีความหมายในด้าน ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อต่างๆ ของมนุษย์มาหลายพันปี โดยกล่าวกันว่าในตำนานวันสิ้นโลกที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลระบุว่า การ์เนตเป็นอัญมณีที่มีความสำคัญต่อการเดินทางของ            เรือโนอาห์ จากเหตุการณ์มหาวิบัติน้ำท่วมโลก และด้วยสีแดงดุจโลหิต การ์เนตจึงถูกหยิบยกให้เป็นสัญลักษณ์แห่งการเสียสละชีวิตเพื่อการไถ่บาปให้แก่สาวกของพระเยซู นอกจากนี้ การ์เนตยังเป็น 1 ใน 12 อัญมณีศักดิ์สิทธิ์ในศาสนายูดาห์ของชาวฮีบรูอีกด้วย

      ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่าการพกพาการ์เนตไว้กับตัวจะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในที่มืด ทั้งยังเป็นเครื่องรางบอกเหตุร้าย โดยหากเมื่อใดที่อัญมณีชนิดนี้หม่นหมองไม่ฉายประกายสดใสดังเดิม นั่นคือสัญญาณเตือนภัยให้เจ้าของการ์เนตระแวดระวังอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น   ซึ่งมีความเชื่อกันว่าการ์เนตเป็นอัญมณีที่ช่วยให้ผู้สวมใส่มีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทั้งยังมีสรรพคุณทางการแพทย์ซึ่งช่วยบำบัดรักษาโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับโลหิต อาทิ โรคโลหิตจาง ความดันโลหิต รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น ทั้งยังสามารถบำบัดอาการป่วยทางใจ ขจัดความรู้สึกโศกเศร้าหม่นหมองช่วยให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจและอารมณ์     

      สำหรับเรื่องที่คุณสาว สาว สนใจอย่าง สรรพคุณในเรื่องของความรักนั้น การ์เนตก็มีความโดดเด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอัญมณีชนิดอื่น มีความเชื่อกันว่าอัญมณีชนิดนี้จะช่วยเสริมส่งและให้คุณในเรื่องของความรักแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ ช่วยให้คู่รักมีความรักที่หนักแน่น และมั่นคงยืนยาวมันจึงเป็นอัญมณีที่คู่แต่งงานนิยมมอบให้แก่กันเพื่อเป็นของขวัญวันครบรอบการแต่งงานปีที่ 2 และ 19 และมันยังเป็นอัญมณีประจำเดือนเกิดของผู้ที่เกิดเดือนมกราคมอีกด้วย

      การ์เนตของไทยนั้นมีสีแดง เป็นชนิดที่เรียกทางวิชาการว่า ไพโรปิก การ์เนต   ซึ่งเกิดร่วมกับพลอยแซปไฟร์ พบมากที่บ้านบางกะจะ และเขาพลอยแหวน จังหวัดจันทบุรี ส่วนที่หนองบอน จังหวัดตราด   มักจะมีสีออกไปทางน้ำตาลแดง ค่อนข้างทึบแสง ความใสยังสู้ของทางแอฟริกาใต้ไม่ได้ แต่ก็ยังเป็นที่นิยมแก่ชาวต่างประเทศมิใช่น้อย ชนิดที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับนั้น มีเนื้อไม่ค่อยแตกร้าว และพบเป็นก้อนโต ส่วนการ์เนตที่พบทางบริเวณหนองบอน ส่วนใหญ่มี่เนื้อทึบกว่า นอกจากนี้ก็พบในบริเวณเขาภูฝ้าย อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ แหล่งพลอยการ์เนตในประเทศที่จะพบ เกิดในหินไนส์   และหินซิสต์ มีหลายแห่ง เช่น บริเวณเขาชะมูน-เขาชะเมา จังหวัดระยองอีกแหล่งหนึ่ง ซึ่งเคยปรากฏเป็นข่าวในหน้า คือ แหล่ง พลอยเขาไผ่ ตำบลหนองอีรุน อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี แต่ชนิดที่ขเาขั้นมาตรฐาน เหมาะที่จะนำมาเจียไนทำเป็นเครื่องประดับได้นั้น มีน้อยมากเพราะร้าวและค่อนข้างทึบแสงเกือบทั้งหมด อ่านจบแล้วไปหาพลอยแดงมาใส่คู่กับชุดแดงเบอร์กันดีสักชุดคงจะเลอค่าไม่น้อยเลยนะคะ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ