เขาหลักไม่รักไม่ไปนะ

      ตามชื่อเรื่องเลยค่ะ ชีวิตนี้หลักเกิดเหตุการณ์สินามิ พ.ศ.2547 หลังเหตุการณ์ผ่านไปมีเรื่องราวเล่าขานถึง ความสยดสยองมากมายจนวันนี้กลายเป็นตำนานเรื่องเล่าเอาไว้ให้ดิฉันหลอกตัวเองตอนต้องไปทำงานต่างจังหวัดใกล้ๆ แถวนั้นอยู่เนือง อย่างที่บอกเหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความสูญเสียมากมายมหาศาล ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมไปถึงการท่องเที่ยว เพราะหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือน เขาหลัก น้อยลงกว่าแต่เก่าก่อนมากนัก ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เขาหลัก ยังคงความสวยงามไว้แบบเดิม  วันนี้เมื่อทำใจได้แล้วมีคนชวนเป็นคนที่น่ารักเสียด้วยเราจึงยินยอมพร้อมใจกลับไปเยือนเขาหลักอีกครั้ง

      การไปเขาหลักครั้งนี้ไปตามคำเชิญของพี่ที่สนิทสนมกันท่านหนึ่ง ซึ่งได้จัดที่พักไว้ให้ที่ฟานารี รีสอร์ท เขาหลัก ที่อยู่แถวหาดบางเนียง สถานที่เกิดเหตุนั่นแหละค่ะ เมื่อเดินทางโดยเครื่องบินจากท่าอากาศยานดอนเมืองไปจนถึง ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มีรถตู้จากทางรีสอร์ทมารับ และแวะพารับประทานอาหารกลางวันที่ร้านกันเอง ภูเก็ต ขอบอกว่ามาร้านนี้ต้องรับประทานจั๊กจั่นทะเลทอดกระเทียมพริกไทยค่ะ จั๊กจั่นทะเลนี้คนละอย่างกับปูจักจั่นที่เค้าขายกันนะคะ อันนี้จะตัวเล็ก ๆ รสชาติเมื่อกุ้งแต่หอมกว่า อร่อยมากค่ะ กับข้าวอื่น ๆ ก็อร่อยแต่มาภูเก็ตแล้วถ้าไม่ได้กินจั๊กจั่นทอดร้านกันเองถือว่ามาไม่ถึงค่ะ หลังจากอิ่มหนำสำราญกันดีก็ใช้เวลาไม่นานนักเดินทางถึงที่พักฟานารี

      เมื่อเข้าที่พักเรียบร้อยแล้วเวลามีค่า เราจึงเดินทางไปสักการะเจ้าพ่อเขาหลักเป็นอันดับแรก จากนั้น ก็ไปที่ชายทะเลเขาหลัก เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นวนอุทยานชายทะเลเขาหลัก มีลักษณะเป็นชายฝั่งทะเลยุบตัวและชายหาด มีทิวทัศน์ที่สวยงาม และเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับศาลเจ้าพ่อเขาหลัก  บริเวณนี้ประกอบด้วยแหลมหิน หาดหิน หาดทราย และปรากฏรอยเท้าที่จารึกบนแผ่นหินอยู่ใต้ต้นไทร มีจุดชมวิวในบริเวณแหลมเขาหลัก มีทางเดินศึกษาธรรมชาติจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปหาดเล็ก ระยะทาง 2 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นทางเดินเรียบชายฝั่ง นอกจากนี้ ยังมีทางเดินป่าระยะไกลจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปน้ำตกโตนช่องฟ้า ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร บริเวณชายทะเลเขาหลักยังสามารถดำน้ำชมปะการังน้ำตื้นได้บ้างแต่ไม่มากนัก ถามว่าเราจะเดินไปไหมน้ำตก ก็ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าไม่ค่ะอยากไปไหนขึ้นรถไปสิคะ เดินยังไง 9 กิโลเมตรแดดเปรี้ยงๆ

      จากนั้นเราก็เดินทางไปที่น้ำตกโตนช่อฟ้า น้ำตกแห่งนี้มีความสวยงามมากค่ะ มีต้นน้ำเกิดจากคลองบางเนียง ประกอบด้วยน้ำตกจำนวน 5 ชั้นใหญ่ ๆ จัดเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยงาม สามารถเดินทางไปตามถนนเพชรเกษม แยกเข้าบริเวณวัดพนัสนิคมในหมู่บ้านบางเนียง  เดินชมความงามของน้ำตกได้ไม่นาน ผู้นำทางก็เชื้อเชิญให้เดินทางต่อไปรับประทานอาหารที่ หาดทรายขาว 

      เมื่อไปถึงหาดทรายขาวก็ได้เห็นหาดทรายสีขาวตัดกับทะเลสีฟ้าอความารีนงดงาม มีความยาวกว่า 6 กิโลเมตร เราเลือกรับประทานอาหารที่นี่อาหารทะเลสดอร่อยสมใจราคาพอรับได้ เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเราก็เดินทางต่อไปที่ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ เป็นโครงการที่ตั้งเพื่อกระจายความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล เป็นอาคาร 2 ชั้น จัดแบ่งออกเป็นส่วนที่ประทับและห้องทรงงานขององค์ประธาน สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ห้องอาหาร ห้องประชุม ศาลาการแสดงและห้องแสดงนิทรรศการซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกแบ่งเป็น 4 ห้อง ห้องที่ 1 แสดงจุดกำเนิดของโครงการ ห้องที่ 2 แสดงคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ห้องที่ 3 แสดงมิติใหม่ของการท่องทะเลไทยเชิงอนุรักษ์ ห้องที่ 4 แสดงจินตนาภาพของโลกใต้ท้องทะเล ส่วนที่ 2 เป็นห้องนิทรรศการ “แหล่งความรู้ ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่หมุนเวียนถ่ายทอดเรื่องราวเชิงสร้างสรรค์ ตั้งอยู่ที่ฐานทัพเรือทับละมุ ได้เดินชมการอนุบาลเต่าทะเล และได้เห็นเต่าทะเลชนิดต่างๆ มากมาย

      หลังจากเที่ยวมาทั้งวันยามค่ำกลับมารับประทานอาหารมื้อพิเศษ ขับกล่อมด้วยเสียงเพลงจากศิลปินคนดัง ที่ฟานารี เขาหลัก แล้วได้ไปเดินเล่นตลาดค่ำในตัวเขาหลักเล็กน้อย ว่ากันว่าโรตีที่นี่อร่อยมาก แล้วก็อร่อยจริง ๆ กลับถึงที่พักรีบเข้านอนเพื่อที่รุ่งเช้าจะต้องเดินทางกลับไปทำงานที่ภูเก็ต สวัสดีเขาหลัก

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

เที่ยวดำเนินเพลินจังเลย

      สมัยเด็กๆ พ่อแม่มักจะพาไปเที่ยว จังหวัดสมุทรสงครามบ่อย ๆ เหตุผลก็คือ บ้านเพื่อนพ่ออยู่ที่นั่น และเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบในการทำอาหารที่อุดมสมบูรณ์มากมาย อาหารอร่อย ขนมก็ยิ่งอร่อยเพราะแถวนั้นเข้าทำน้ำตาลมะพร้าวกัน ที่บ้านเพื่อนพ่อก็ทำกับเค้าด้วย จำได้ว่าเคยอยากจิ้มน้ำตาลที่เห็นเค้าหยอดลงเบ้ามากิน ปรากฏว่าจิ้มลงไปแล้วร้องจ๊าก เพราะน้ำตาลใหม่ ๆ ร้อนมาก  ในส่วนของตลาดน้ำดำเนินนั้น ที่ห่างเหินกันไป เพราะเคยไปเที่ยวแล้วมีคนเอางูเหลือมมาคล้องคอ แบบไม่ปรึกษากันเลย นี่ก็ตกใจช็อกตัวเย็นอยู่ตรงนั้น ตั้งแต่นั้นมาไม่ได้ไปตลาดน้ำดำเนินสะดวกอีก ทั้งที่เป็นตลาดน้ำที่ขึ้นชื่อลือชา ควรค่าแก่การไปท่องเที่ยว คราวนี้เลยขอไปทบทวนความหลังสักเล็กน้อย หวังว่าคงไม่มีใครมาจับงูคล้องคออีกนะ จะจับงูโยนลงน้ำให้ดู ไปค่ะไปตลาดน้ำดำเนินกัน

       ตลาดน้ำดำเนินสะดวกนั้นอยู่ในใจกลางตัวอำเภอดำเนินสะดวกเลยทีเดียว มีป้ายตลาดน้ำขนาดใหญ่ เห็นได้ชัดเจน เป็นตลาดที่เปิดทุกวัน คึกคักตลอด มีธุรกิจการท่องเที่ยวที่ต่อยอดมาจากตลาดน้ำเยอะมาก นับตั้งแต่ตอนที่เราขับรถเข้ามาจวนจะถึงตลาด จะมีคนมาโบกมือเชิญให้เลี้ยวรถให้ไปจอดในที่ของตัวเอง  นี่คือธุรกิจให้เช่าที่จอดรถ ธุรกิจเรือนำเที่ยวคลองและสวน ธุรกิจขายของที่ระลึก ขายมะพร้าวน้ำหอม  

เมื่อมาถึงตลาดน้ำ เราน่าจะเริ่มจากการหาอาหารรองท้องก่อนนะคะ  แนะนำให้เลือกที่นั่งแถวริมคลอง ซึ่งมีที่ให้นั่ง มาเที่ยวตลาดน้ำทั้งทีต้องรับประทานอาหารแบบตลาดน้ำนะคะ   เดี๋ยวแม่ค้าพ่อค้าเค้าก็จะพายเรือเวียนมานำเสนออาหารให้กับเราถึงที่เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นประเภทข้าวอันได้แก่ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ ข้าวต้ม ข้าวแห้ง ก๋วยเตี๋ยว  ตลาดน้ำดำเนินนั้นแบ่งเป็นสองฝั่งนะคะถ้าคุณเดินทางมาจากถนนใหญ่ จุดที่ควรมาทานอาหารจะอยู่ฟากขวาของตลาดน้ำ ถ้าคุณไปยืนบนสะพานก็จะเห็นเรือขายสินค้าจำพวกอาหาร ว่างต่าง ๆ  อาทิ กล้วยแขก ผลไม้ ของแห้ง ฯลฯ ยาวไปจนสุดแนวเลย ลงสะพานไปก็เลือกตามใจว่าอยากทานอาหารอะไรของเรือลำไหน  

      หากคุณมารับประทานอาหารที่ตลาดน้ำดำเนินฯ นี้ ถ้ารับประทานอาหารจากพ่อค้า แม่ค้าที่พายเรือมาขายส่วนใหญ่อาหารจะอร่อย  เมื่อรับประทานอาหารจนเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาช้อปปิ้งล่ะค่ะ เรามาเดินดูสินค้าบนบก ขึ้นมายังสะพานตรงจุดแรกที่เรามาถึงอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างทางก็จะพบจำพวกของที่ระลึก ที่เค้าทำไว้ขายนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ ของฝากก็มีสินค้าในเรือพายบางส่วนก็เป็นอาหารแห้ง พวกปลาเค็ม หมึกแห้ง และของทะเลต่างๆ  ซึ่งน่าจะเตรียมไว้ขายคนไทยเป็นหลัก พอคุณเดินขึ้นสะพานไปแล้วลองเดินไปฝั่งตรงข้าม ทั้งสองฟากฝั่งก็เนืองแน่น ไปด้วยเรือขายสินค้า เป็นภาพที่สวยงามหลายคนจะถ่ายภาพตรงนี้ไว้เป็นที่ระลึกเพราะเป็นภาพที่แสดงถึงความเป็นตลาดน้ำอย่างแท้ทรู   

      ในส่วนของการเดินทางมาตลาดน้ำเนินแบบทีเดียวเที่ยวคุ้มนั้นขอแนะนำให้เดินทางมาทางถนนพระรามที่ 2 จอดรถแวะเที่ยวตลาดร่มหุบก่อน แล้วถือโอกาสไปไหว้พระที่วัดอินทาราม ที่นี่ก็มีตลาดน้ำเล็ก ๆ อยู่เหมือนกัน แล้วเราก็ขับต่อมาไหว้พระที่วัดบางกุ้ง จากนั้นวิ่งข้ามแม่น้ำแม่กลอง มาออกดำเนินสะดวก เส้นทางนี้คุณจะได้สัมผัสวิถีของคนดำเนินได้อย่างเต็มที่ ทั้งได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และแวะชมสวนลิ้นจี่ ดูชาวบ้านทำน้ำตาลมะพร้าวก่อนที่จะเข้าไปเที่ยวตลาดน้ำด้วยนะคะ ขอกระซิบว่าไปเที่ยวนี้ไม่เจองูคล้องคอแล้วนะคะ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

เที่ยววัดมหาธาตุอยุธยา Unseen เศียรพระในรากไม้

      จากเมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมากระแสออเจ้าจากละครยอดฮิต บุพเพสันนิวาส ทำให้สตรีไทยจำนวนไม่น้อยต้องนุ่งจีบ นุ่งโจงห่มสไบไปถ่ายรูปกันตามโบราณสถานต่าง ๆ ในพระนครศรีอยุธยา ผู้เขียนเองมีธุระจะต้องไปทำงานที่พระนครศรีอยุธยา ช่วงนั้น ก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นคนหลงยุคเข้าไปในสมัยกรุงศรีอยุธยาอย่างไรบอกไม่ถูก ทั้งตามสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ หรือตามวัดวา ร้านอาหารก็ไม่เว้น ทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอันมาก

      ด้วยกระแสแห่งออเจ้านี้เองทำให้เกิดการตื่นตัวทางการท่องเที่ยว ภาพสถานที่สำคัญต่าง ๆ ในพระนครศรีอยุธยาได้เผยแพร่ไปทั่วโลก โดยเฉพาะภาพเศียรพระพุทธรูปในรากต้นโพธิ์ ที่วัดมหาธาตุ ซึ่งเศียรนี้เป็นเศียรพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งได้มีการวิเคราะห์และสันนิษฐานกันว่าเศียรพระองค์นี้น่าจะหล่นลงมาบริเวณโคนต้นโพธิ์ ขึ้นอยู่ตรงข้างวิหารราย หล่นอยู่ตรงนั้นนานเข้ากาลเวลาผ่านไป รากต้นโพธิ์จึงค่อย ๆ งอกออกมาห่อหุ้มเศียรพระไว้อย่างงดงาม เมื่อมองดูแล้วคล้ายเศียรพระโผล่ผุดออกมาจากต้นโพธิ์ทำให้เกิดภาพที่งดงามอย่างน่าอัศจรรย์

      ภาพเศียรพระที่ปรากฏสู่สายตาชาวโลกทำให้นักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหล มากราบสักการะและมาชมความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ  จนกระทั่ง พ.ศ. 2554 ในช่วงการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ณ สำนักงานใหญ่ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งชาติ (ยูเนสโก) ประเทศฝรั่งเศส ได้คัดเลือกภาพแหล่งมรดกโลกทั้งด้านทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม ประมาณ 40-50 ภาพ ขนาด 1×1.5 เมตร จากแหล่งมรดกโลกทั้งหมด 936 แหล่ง มาติดไว้บริเวณรั้วของสำนักงานใหญ่ทั้ง 4 ด้าน พร้อมเขียนบรรยายที่มาของภาพแหล่งมรดกโลกต่างๆไว้ด้วย โดย 1 ในนั้นคือภาพ “เศียรพระพุทธรูปในรากต้นโพธิ์” นั่นเอง

      ก่อนที่จะเดินทางไปเที่ยววัดมหาธาตุ เพื่อไปชมเศียรพระพุทธรูปในรากต้นโพธิ์นี้ เราควรจะรู้จักความเป็นมาของวัดกันเล็กน้อยนะคะ สำหรับวัดมหาธาตุนั้นเคยเป็นพระอารามหลวงที่รุ่งเรืองมากในอดีต สร้างขึ้นในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนต้น รัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) เมื่อ พ.ศ. 1917 แต่ยังไม่แล้วเสร็จดีก็สวรรคตก่อน ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร ทรงสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จบริบูรณ์ โดยโปรดให้สร้างพระมหาธาตุสูง 17 วา ยอดสูง 3 วา ณ บริเวณที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ แล้วโปรดให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัด พระราชทานชื่อว่า “วัดพระมหาธาตุ”

      ในส่วนของการเดินชมวัดนั้นนอกจากชมเศียรพระแล้ว ยังมีสถานที่น่าสนใจในวัดมหาธาตุอีก 6 จุดเช็คอินที่ไม่ควรพลาดคือ

      1. พระปรางค์ขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันพังทลายลงมาหมดแล้ว แต่ราชทูตลังกาที่ได้เคยมาเยี่ยมชมวัดมหาธาตุใน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศไว้ว่า ที่ฐานของพระปรางค์ มีรูปราชสีห์ หมี หงส์ นกยูง กินนร โค สุนัขป่า กระบือ มังกร เรียงรายอยู่โดยรอบรูปเหล่านี้อาจ หมายถึงสัตว์ในป่าหิมพานต์ที่รายล้อมอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกน กลางของจักรวาล
      2.เจดีย์แปดเหลี่ยม เป็นเจดีย์ลดหลั่นกัน 4 ชั้น 8 เหลี่ยม ชั้นบนสุดประดิษฐานปรางค์ขนาดเล็ก ซึ่งเจดีย์องค์นี้ จัดว่าเป็นเจดีย์ที่แปลกตา พบเพียงองค์เดียวในอยุธยา
      3.วิหารที่ฐานชุกชี ของพระประธานในวิหารกรมศิลปากรพบว่ามีผู้ลักลอบขุดลงไปลึกถึง 2 เมตร จึงดำเนินการขุดต่อไปอีก 2 เมตร พบภาชนะดินเผาขนาดเล็ก 5 ใบ บรรจุแผ่นทองเบาๆรูปต่างๆ
      4.วิหารเล็ก วิหารเล็กแห่งนี้ มีรากไม้แผ่รากขึ้นเกาะเต็มผนัง รากไม้ส่วนหนึ่งได้ล้อมเศียรพระพุทธรูปไว้ธรรมดากรมศิลปากรจะต้อง ตัดต้นไม้ออกแต่ที่นี่ดูจะว่าเป็นที่ยกเว้น

      5.พระปรางค์ขนาด กลางภายในพระปรางค์ มีภาพจิตรกรรม เรือนแก้วซึ่งเป็นตอนหนึ่งในพุทธประวัติ 
      6.ตำหนักพระสังฆราช บริเวณพื้นที่ว่างทางด้านทิศตะวันตก เป็นสถานที่ที่เป็นที่ตั้งพระตำหนักพระสังฆราช ราชทูตลังกาได้บอกไว้ว่า เป็นตำหนักที่สลักลวดลายปิดทอง มีม่านปักทอง พื้นปูพรมมีขวดปักดอกไม้เรียงราย เป็นแถวเพดานแขวนอัจกลับ 

      ในส่วนของการเดินทางไปวัดมหาธาตุ หากคุณเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯ เข้าตัวเมืองอยุธยาแล้วข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตรงไปจนถึงสี่แยกไฟ แดงที่ 2 เลี้ยวขวาตรงไปไม่ไกลนัก ผ่านบึงพระราม จะเห็นวัดมหาธาตุอยู่ทางซ้ายมือ เปิดให้เข้าชมทุก วันตั้งแต่เวลา 08.30–16.30 น. ค่าเข้าชมชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท หมายเหตุ ตั้งแต่ เวลาประมาณ 19.30น.-21.00น. จะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน

      และหากคุณใช้บริการรถสาธารณะจากสถานีหมอชิตใหม่ มีบริการรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทุกวัน วันละ หลายเที่ยว ทั้งรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 กรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยา และรถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 กรุงเทพฯ-ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรหรือนั่งรถตู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต นั่งรถมาลงสุดสายจาก นั้นต่อรถมอเตอร์ไซต์หรือ รถท้องถิ่นไปยังวัดมหาธาตุ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

บางกระเจ้าเที่ยวใกล้แค่ใต้จมูก

      สำหรับมิตรรักนักปั่นจักรยาน หรือสายรักธรรมชาติชอบเที่ยวแบบสงบ ๆ มีจุดเช็คอินเยอะ ๆ ไม่ไกลกรุงเทพฯ ขอแนะนำที่นี่เลยค่ะ บางกระเจ้า ที่เที่ยวไม่ไกลเพียงใต้จมูกเรานี่เอง เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ด้วยงบประมาณเพียงน้อยนิดแต่สร้างความบันเทิงในวันพักผ่อนให้กับท่านและครอบครัวได้อย่างทั่วถึงเลยค่ะ อย่าช้า เอาจักรยานขึ้นหลังคารถแล้วพากันไปปั่นอย่าเป็นสุขกันค่ะ

      สำหรับ อำเภอบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ สถานที่ฟอกปอดที่เหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนแบบสบาย สบาย  เพราะเดินทางมาไม่ไกลก็ได้เจอกับธรรมชาติสีเขียว ที่สำคัญมีกิจกรรมสนุก ๆ ตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว แต่เมื่อมาเยือนบางกะเจ้าทั้งที ที่นี่มีจุดเช็คอินอะไรที่เราไม่ควรพลาดบ้าง ตามมาเที่ยวกันค่ะ

      ถึงแม้ว่าบางกะเจ้าจะมีต้นไม้ร่มรื่น แต่ถ้าเป็นในช่วงกลางวัน อากาศที่นี่จะค่อนข้างร้อน ดังนั้นเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม เพราะว่าคุณจะต้องเจอแดดอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง แนะนำเครื่องกันแดดทั้งหลาย อย่างหมวก, ปลอกแขน หรือเสื้อแขนยาว และแว่นกันแดด เอาไว้ให้พร้อม
 
      ข่าวดีที่จะบอกนักปั่นคุณไม่ต้องเอาจักรยานมาเอง บางกะเจ้ามีร้านให้เช่าจักรยานอยู่เพียบ ไล่เรียงมาตั้งแต่บริเวณท่าเรือวัดบางน้ำผึ้งนอก โดยราคาเช่าทั้งวันอยู่ที่คันละ 50 บาท   หากใครที่คิดว่าตัวเองจะต้องปั่นหลงหรือสับสนทิศทางแน่นอน ที่ร้านเช่าจักรยานเค้ามีแผนที่บริการสำหรับคุณเอาจริง ๆ คุณใช้จีพีเอสในโทรศัพท์ หรือปั่นไปถามทางชาวบ้านไปก็สนุกไปอีกแบบนะคะ

      สำหรับท่านที่ขับรถยนต์ส่วนตัวไปเหมือนกัน เราก็สามารถนำรถไปจอดได้ที่วัดบางน้ำผึ้งนอก หรือจะจอดที่ตลาดบางน้ำผึ้ง ก็ดีนะคะเพราะช้อปแล้วไม่ต้องหิ้วของไปไกลเอามาใส่รถได้เลย  การเดินทางมายังบางกะเจ้านั้นทำได้โดยสะดวกแม้ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสมาลงที่สถานีบางนา จากนั้นนั่งแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์มาลงที่วัดบางนานอก และนั่งเรือข้ามฟากมาลงที่ท่าเรือวัดบางน้ำผึ้งนอก โดยเรือเที่ยวสุดท้ายอยู่ที่เวลา 21.30 น.

      จุดแรกที่คุณมาเที่ยวบางกระเจ้าขอแนะนำให้แวะสักการะหลวงพ่อใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคล สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบางน้ำผึ้งต่างให้ความเคารพนับถือ นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมกับสถาปัตยกรรมอุโบสถเก่าแก่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พร้อมด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังให้เราได้ชื่นชมความงามของฝีมือช่างโบราณ

       ใครมาเที่ยวบางกะเจ้าแล้วพลาดไม่แวะเช็กอินที่ “ตลาดบางน้ำผึ้ง” ก็เหมือนมาไม่ถึง อีกทั้งยังเป็นตลาดใหญ่หนึ่งเดียวในบางกะเจ้า ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ที่นี่จะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวและชาวบ้าน ที่ต่างเดินทางมาจับจ่ายใช้สอย ภายในตลาดเต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านค้าหลากหลาย ทั้งคาวและหวานละลานตา หรือจะเดินช้อปปิ้งเลือกซื้อผักสด ผลไม้ ต้นไม้ เสื้อผ้า ของที่ระลึก และของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วยก็ได้นะคะ แถมยังมีมุมให้อาหารสัตว์น้อยตัวจิ๋ว อย่างกระต่าย หมู และปลาคาร์พ แอบกระซิบนิดหนึ่งว่าเราแนะนำให้คุณแวะมาที่จุดนี้เป็นจุดแรก เพราะประมาณช่วงบ่ายสามตลาดบางน้ำผึ้งก็จะวาย

      ขอบอกเลยว่าคุณจะพลาดไม่ได้กับไฮไลท์ของการมาเที่ยวสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ที่บริเวณ “หอดูนก” เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับนักดูนกที่ไม่ต้องออกไปต่างจังหวัดไกล ๆ เหล่านี้เป็นมุมถ่ายรูปเด็ดมาก ๆ สำหรับสายโซเชียล 

      อยากให้คุณแวะชมพิพิธภัณฑ์ปลากัด สถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวได้สนุกไปกับเรื่องราวความรู้ของปลากัด อีกทั้งยังได้ชื่นชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมบ้านทรงไทย และความสวยงามของการปรับแต่งภูมิทัศน์และไม้ดอก เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแวะพักไปด้วยในตัว 

      ขี่จักรยานบนพื้นเขียว เส้นทางสายนี้ถูกเรียกขานว่าเส้นทางมรกต เพราะมีการทาสีเขียวไปบนพื้นถนนดูกลมกลืนไปกับธรรมชาติ ขณะปั่นไปก็รู้สึกได้สัมผัสกับลมเย็น ๆ มีรั้วกั้นให้ปั่นได้อย่างปลอดภัย บวกกับความสวยงามตลอดฝั่งคลองบางน้ำผึ้ง ที่มีต้นไม้เขียวชอุ่มสบายตาตลอดทาง เป็นอีกหนึ่งจุดที่นักปั่นทั้งหลายนิยมมาถ่ายรูปกันเป็นจำนวนไม่น้อย

       “บางกะเจ้า” จึงเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่สามารถสร้างความสุข ความสนุก แถมยังได้ออกกำลังขาไปกับการปั่นจักรยานได้แบบเพลิน ๆ หากคุณอยากปลีกตัวออกจากความวุ่นวาย และหามุมสงบ ๆ ให้กับชีวิตสักแว้บ บางกะเจ้าน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกใจของใครหลายคนแน่นอนค่ะ

ไปเที่ยวบ่อเกลือกันเถอะ

      การขับรถขึ้นเหนือในหน้าหนาวนั้น เป็นอีกหนึ่งความสุขและความทรงจำดี ๆ ของครอบครัว เราจะไปกันทุกปี เนื่องจากมีพี่น้องอยู่ทางเหนือให้แวะเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ จุดหมายปลายทางของเรานั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่  หรือเชียงราย มีอยู่คราวหนึ่งด้วยความที่ผู้เขียนเป็นคนเกิดปีเถาะ จึงได้เปลี่ยนเส้นทางไปแวะจังหวัดน่านเพื่อสักการะพระธาตุประจำปีเกิด และได้พบว่าจังหวัดน่านนี้เป็นจังหวัดที่มีอะไรดีๆ จนไม่ควรผ่านเลยไปเฉยๆ เมื่อมีโอกาส ฉันจึงตั้งโปรแกรมขับรถขึ้นเหนือไปที่จังหวัดน่าน และจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ อำเภอบ่อเกลือ

      เราไม่ได้เที่ยวในตัวเมืองน่านหากแต่เราเริ่มต้นเที่ยวน่านที่ อำเภอบ่อเกลือ เป็นอำเภอเล็ก ๆ ของจังหวัดน่าน เป็นสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยมีสถานที่สำคัญคือ “บ่อเกลือสินเธาว์” ซึ่งชาวบ้านยังคงทำแบบดั้งเดิมมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ ชาวบ้านก็ยังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย มีลำน้ำมางไหลผ่าน พร้อมทั้งโอบล้อมไปด้วยขุนเขา จึงเหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนคลายสมองกับครอบครัวได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันท่ามกลางธรรมขาติงดงาม

      ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนมาในหนังสือบอกว่า เกลือในประเทศไทยมีสองประเภท คือ เกลือสมุทร และเกลือสินเธาว์ เกลือสมุทรนั้นหาดูไม่ยากนักแต่เกลือสินเธาว์นี่เกิดมาเพิ่งเคยเห็น บ่อเกลือสินเธาว์ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ่อเกลือใต้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอำเภอบ่อเกลือและจังหวัดน่าน เป็นแหล่งชุมชนที่มีการทำบ่อเกลือมาหลายชั่วอายุคน โดยชาวบ้านจะตักน้ำเกลือจากบ่อใต้ดินแล้วให้ไหลมาตามรางท่อไม้ไผ่ เพื่อที่จะนำน้ำเกลือมาต้มให้เหลือแต่เม็ดเกลือ เรียกว่า “เกลือภูเขา” ซึ่งชาวบ้านจะนำมาบริโภค และกรอกใส่ถุงเล็ก ๆ แบ่งขายให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งก็จะมีการเพิ่มไอโอดีนให้ด้วย สามารถนำมาขัดผิวและทำอาหารได้อย่างปลอดภัย

      ด้วยความงดงามของธรรมชาติทำให้เราได้ขับรถตระเวน เที่ยวไปใน อุทยานแห่งชาติขุนน่าน ครอบคลุมพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มีเนื้อที่ทั้งหมดราว ๆ 155,375 ไร่ หรือ 248.6 ตารางกิโลเมตร โดยรอบ ๆ พื้นที่ของอุทยานเต็มไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ป่าเขาเขียวขจี และมีจุดชมวิวสวย ๆ มากมาย เช่น จุดชมวิวหน่วยพิทักษ์ห้วยตี๋ และจุดชมวิวดอยมงคล นอกจากนี้ยังมีน้ำตกที่น่าสนใจ เช่น น้ำตกสะปัน, น้ำตกบ้านเด่น, น้ำตกห้วยห้า และน้ำตกห้วยตี๋ บางจุดยังสามารถไปนอนกางเต็นท์ดูดาว รับอากาศหนาวสุดเย็นฉ่ำได้ด้วย 

      เมื่อออกจากอุทยาน มีคนบอกว่าเราควรจะไป น้ำตกสะปัน เอาเลยไปไหนไปกันเลือดสุพรรณอยู่แล้ว น้ำตกสะปันนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติขุนน่าน ในตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ มีลักษณะเป็นน้ำตกที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก มี 3 ชั้น สูงประมาณ 3-6 เมตร เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี สายน้ำจะไหลเย็น อากาศเย็นสบาย ป่าไม้รอบ ๆ สวยงามเขียวขจี น่ามาเที่ยวพักผ่อน การเดินทางมายังน้ำตกสะปัน เมื่อมาถึงหมู่บ้านสะปัน ก่อนถึงโรงเรียนบ้านสะปัน จะมีทางแยกอยู่ทางขวามือ ขับรถเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วเดินเข้าไปยังตัวน้ำตกอีกราว ๆ 100 เมตร

      โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านผาสุข ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมและเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารให้มีความอุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งยังสร้างอาชีพและรายได้กลับมาสู่ชุมชน ซึ่งหากนักท่องเที่ยวได้เข้ามาเที่ยวชมที่นี่ ก็จะได้สัมผัสกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบริเวณโดยรอบโครงการ มีกาแฟสดรสชาติเข้มข้น รวมไปถึงชาคุณภาพดีไว้รองรับ อีกทั้งยังมีสินค้าสวย ๆ ในโครงการภูฟ้าให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีบ้านพักให้นักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อน

      ภูเข้ เป็น 1 ใน 10 ของยอดดอยที่สูงที่สุดในเมืองไทย มีความสูงราว ๆ 2,079 เมตร อยู่ใกล้กับชายแดนไทย-ลาว ใครที่เป็นสายผจญภัยรับรองได้ว่าจะหลงรักเส้นทางนี้อย่างแน่นอน เพราะตลอดเส้นทางจะผ่านทุ่งนา ป่าเขา ไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน ธรรมชาติยังคงอุดมสมบูรณ์ ป่าไม้เขียวขจี เอกลักษณ์สำคัญบนยอดดอยภูเข้คือหลักดินแดน ที่แสดงอาณาเขตระหว่างไทย-ลาว นักท่องเที่ยวจะได้เยี่ยมชมป่าทั้งสองแผ่นดินอย่างใกล้ชิด และได้ชื่นชมกับวิวสวย ๆ ของขุนเขาโดยรอบอีกด้วย

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

ไปนาแห้วแล้วไม่แห้วแน่

      คุณเคยได้ยินชื่อ อำเภอนาแห้วไหม? คุณรู้ไหมที่นาแห้วนี่ไม่มีแห้วนะ มีแต่กาแฟเลยบัสต้าหอม ๆ ให้คุณได้ฟิน แล้วคุณอย่าไปถามหารับประทานเนื้อสัตว์ที่นาแห้วในวันพระนะ เค้าไม่มีให้คุณรับประทานหรอกเค้าถือศีลงดบริโภคเนื้อสัตว์กัน แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่านาแห้วนี่เป็นเมืองคู่แฝดกับภูฎานนะ ท่านทูตภูฏานเคยมาที่นี่แล้วด้วย แล้วคุณล่ะเคยไปนาแห้วหรือยัง? ถ้ามีคนทักถามแกมท้ากับคุณถึงนาแห้วมาซะขนาดนี้ คุณจะลังเลที่จะไปเยือนนาแห้วไหม สำหรับฉันไปโลดโดยไม่มีความลังเลใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ ก่อนไปขอทำความรู้จักนาแห้วแป้บนะคะ 

      นาแห้วเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่สุดชายแดนไทย ห้อมล้อมไปด้วยภูเขา และทุ่งนาเขียวขจี มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ที่นี่มีมนต์เสน่ห์ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่น่าหลงใหล ธรรมชาติโดยรอบก็อุดมสมบูรณ์ เป็นที่เลื่องลือในหมู่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาที่นี่ และเมื่อไม่นานมานี้ นายเชวัง โชเฟล ดอร์จิ   เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรภูฏานประจำประเทศไทย พร้อมภริยา และคณะเดินทางมาเยือนจังหวัดเลย โดยมีนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดเลย ให้การต้อนรับและให้ข้อมูลด้านต่างๆ ซึ่งวัตถุประสงค์ของท่านในการเดินทางมาเยือนจังหวัดเลยเพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) จังหวัดเลย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรภูฏาน โดยเฉพาะประเด็นการเชื่อมความสัมพันธ์ด้านท่องเที่ยวระหว่าง อ.นาแห้วกับภูฏาน การพัฒนา อ.นาแห้วให้เป็นภูฏานเมืองไทย เนื่องจากมีลักษณะภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตของประชาชนคล้ายคลึงกัน เคร่งครัดในพุทธศาสนา เป็นหมู่บ้านไม่ฆ่าสัตว์วันพระ เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปในราชอาณาจักรภูฏาน ที่สำคัญจะนำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระหว่าง อพท.กับสภาการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรภูฏาน

      ปูมาซะขนาดนี้แล้วอยากไปนาแห้วกันหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้วเก็บกระเป๋าไปนาแห้วกันเถิดค่ะ เราจะขับรถไปนาแห้วกันนะคะ อำเภอนาแห้วอยู่ห่างจากด่านซ้ายประมาณ 25 km ใช้เวลาเดินทางก็ประมาณ 30 นาทีก็ถึง แต่เส้นทางก็อาจจะค่อนข้างลำบากหน่อยนะ เป็นถนนสองเลน คดเคี้ยวลาดชัน ตลอดทาง ขึ้นเขา-ลงเขาสลับกันไป นานๆ ทีจะมีรถวิ่งผ่าน สองข้างทางเป็นป่าเขา แต่วิวสวยมาก ขับเพลินๆ ไม่นานก็ถึงนาแห้วแล้ว 

      เมื่อมาถึงนาแห้วแล้วที่แรกที่เราจะไปก่อนเลยก็คือ วัดศรีโพธิ์ชัยแสงภา เป็นวัดเก่าแก่ของ อ.นาแห้ว มีอายุยาวนานกว่า 400 ปี ซึ่่งตามตำนานเล่าว่า มีพรานป่า ชื่อเซียงภา เป็นชาวลาวข้ามมาเพื่อล่าสัตว์ เห็นว่าทำเลเหมาะสมจึงกลับไปชวนชาวบ้านมาตั้งหมู่บ้านที่นี่ ชื่อว่าบ้านเซียงภา ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น แสงภา และสร้างวัดศรีโพธิ์ชัยขึ้นเป็นที่สักการะและเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน ภายในพระอุโบสถประดิษฐานหลวงพ่อเพชร ซึ่งพระอุโบสถของที่นี่มีลักษณะคล้ายวัดเชียงของเมืองหลวงพระบางประเทศลาว สวยงามมาก และยังมีอีกวัดเป็นวัดคู่กันมีระยะทางห่างจากันประมาณ 10 กิโลเมตร คือวัดโพธิชัย ตั้งอยู่ที่ ตำบลนาพึง ในอำเภอนาแห้ว เป็นวัดที่มีอายุถึง 400 ปี เมื่อเข้ามาจะเห็นโบสถ์และวิหารเก่า หอพระไตรปิฎกไม้ภายในโบสถ์และวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ เเละสื่อให้เห็นถึงตอนเสียกรุงศรีตอนที่กู้เมืองได้กรุงธนบุรีกลับมา ภาพถูกวาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4  เหมือนเราได้ย้อนเวลาไปเห็นภาพประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่มาก  ถึงแม้บางภาพจะเลือนหายไปบ้างตามกาลเวลา แต่ความงดงามก็ยังคงมีให้เห็นอยู่นะคะ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในวัดแห่งนี้ คือ พระเจ้าองค์แสน หรือ พระพุทธรูปฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปสำคัญเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพของคนพื้นถิ่น และนักท่องเที่ยวนิยมมาสักการะ

      นอกจากมีวัดที่เป็นโบราณสถานแล้ว นาแห้วยังมีธรรมชาติที่งดงามน่าท่องเที่ยวอีก คือจุดชมวิวภูหัวฮ่อม และน้ำตกตาดเหือง ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย อยู่ห่างจากตัวอำเภอนาแห้วประมาณ 25 กิโลเมตร ขับรถไม่นานก็ถึงที่ทำการอุทยาน ต้องเสียค่าเข้าประมาณ 30 บาทและค่ายานพาหนะอีก ประมาณ 10-20 บาทแล้วแต่ว่ารถอะไร จุดแรกที่เราเจอเลยก็คือจุดกางเต้นและบ้านพักใกล้ๆ กันจะเป็นจุดชมวิวภูหัวฮ่อม ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของขุนเขา ทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว หากมากหน้าหนาว ที่นี่จะเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยงามแห่งหนึ่ง ขับต่อไปอีกสักพักก็จะเจอน้ำตกตาดเหือง หรือน้ำตกมิตรภาพไทยลาว โดยฝั่งซ้ายของน้ำตกเป็นฝั่งไทย และฝั่งขวาจะเป็นฝั่งลาว ทั้งสองชาติสามารถใช้น้ำตกนี้ร่วมกันได้อย่างเสรี และทีเด็ดของนาแห้วคือน้ำพริกแจ่วดำ ที่ปรุงเครื่องด้วยน้ำผักสะทอน ใช้แทนน้ำปลาร้า ขอบอกว่าอร่อยมาก เหมาะสำหรับคนชอบกินแจ่วบองแต่ไม่กินปลาร้า รสชาติแซ่บนัว ได้ข้าวเหนียวร้อนๆ จิ้มแจ่วดำนี้ อร่อยฟินกันไปเลย

ไปฟอกปอดที่แม่กำปอง

      แม่กำปอง เราได้ยินคำนี้ครั้งแรกจากพี่สะใภ้ของสามี ที่เป็นคนเชียงใหม่มาชวนให้ไปเที่ยว พี่บอกว่าไปซื้อที่ปลูกบ้านอยู่ที่นั่นและวิวสวยงามมาก และจะเปิดร้านกาแฟริมน้ำตก ที่มีบรรยากาศดีงามจุดหนึ่งบนแม่กำปอง พี่เค้ามาชวนครั้งแรก แล้วเมี่อมากรุงเทพฯ ทีไรก็มาชวนให้ไปแอ่วซะทุกที จนกระทั่งวันหนึ่งฤกษ์งามยามดีต้องไปทำงานที่เชียงใหม่จึงวางแผนไปล่วงหน้าสักสองวันเรียกว่าเที่ยวก่อนแล้วค่อยทำงาน เริ่มต้นด้วยการเดินทางด้วยเครื่องบินเที่ยวเช้าสุดถึงเชียงใหม่ เจ็ดโมงกว่า ๆ นิดนึง หลานขับรถมารับแล้วพาเราขับออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ มาตามถนนตัดใหม่ สันกำแพง – แม่ออน ขับตรงไปเรื่อย ๆ ประมาณชั่วโมงเศษ ๆ ขอบอกว่าถนนดีงาม แต่ต้องใช้ฝีมือและความคุ้นเคยในการขับรถพอสมควรเพราะบางช่วงจะมีความโค้งและคดเคี้ยว ก่อนจะถึงทางเข้าบ้านแม่กำปอง คุณหลานรู้ใจคุณอาพาแวะ ที่โครงการหลวงตีนตก เดินชมกล้วยไม้งามและเข้าห้องน้ำพอสังเขป 

      แล้วหลานก็พาแวะร้านกาแฟเดอะไจแอนท์ เราก็พาซื่อถามหลานไป ว่า “เราก็มีร้านกาแฟของเราอยู่แล้วจะให้อาแวะทำไม?” หลานก็บอกแค่ว่า “ลงไปเถอะครับแล้วจะประทับใจ” เมื่อลงไปสัมผัสบรรยากาศแล้วก็ต้องขอบใจคุณหลานมาก ๆ เพราะร้านกาแฟเดอะไจแอนท์นอกจากกาแฟไม่ธรรมดาแล้ว บริบทโดยรอบของร้านจัดขึ้นเพื่อท้าทายลูกค้าสายผจญภัยโดยเฉพาะจริง ๆ โดยเฉพาะตรงสะพานลิงที่ให้เดินดึ๋ง ๆ แล้วยังมีกิจกรรมโหนสลิงท้าทายข้อแขนอีก เป็นไฮไลต์อีกอย่างที่เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีนนั่นคือเครื่องเล่นลอยตัวโหนสลิงไป ใครชอบความสนุกความเสียวและไม่กลัวความสูง ไม่น่าพลาด  ขอบอกเลยค่ะว่าที่นี่สมควรแวะเช็คอินสุดๆ 

      เมื่อได้สัมผัสบรรยากาศร้านกาแฟสุดว้าวกันพอสังเขปแล้วคุณหลานก็พาคุณอาซิ่งขึ้นดอย แล้วเราก็ได้มาเยือนลุงปุ๊ด ป้าเป็งเสียที ร้านนี้แหละค่ะเป็นร้านที่พี่สะใภ้ขยันหมั่นชวนให้มาเยือน มีทั้งส่วนของร้านกาแฟและโฮมสเตย์ ขอบอกว่าบรรยากาศของร้านร่มรื่นมาก ถึงมากที่สุด (ไม่ได้อวยกันเองนะคะ) แนะนำว่าสั่งกาแฟแล้วควรจะไปนั่งด้านหลังร้านที่ติดลำธาร น้ำจากลำธารนี้ไหลมาจากน้ำตกแม่กำปอง สวยและเย็นสบายจนอยากจะหลับ จนหลานต้องมาเรียกไปรับประทานอาหาร สำหรับมื้อกลางวัน หลานจัดข้าวเหนียว น้ำพริกหนุ่มไส้อั่วและตำบะหนุน มาต้อนรับ ขอบอกว่าอร่อยจริงจัง กินเสร็จนั่งเม้าอย่างเพลิดเพลินจนเย็น คุณหลานตัวดีลากมาขึ้นรถบอกว่าจะพาไปดูพระอาทิตย์ตกดิน

      หลานพาขับรถมาที่กิ่วฝิ่น ไปที่จุดชมวิวแต่คุณหลานไม่ได้หยุดแค่นั้นค่า คุณเค้าลากอิชั้นเดินไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงตามทางเดินเข้าด้านในจากลานชมวิว ฟ้าก็เริ่มค่อย ๆ มืดลงแต่วิวพระอาทิตย์ตกที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำเอาฉันแทบจะลืมหายใจ ขากลับคุณหลานก็ลากกลับออกมาอย่างทุลักทุเลเช่นเดิมเพราะฉันยืนยันจะยืนส่งพระอาทิตย์อยู่ตรงนี้จนลับขอบฟ้า พอออกมาก็มืดสิคะ

      กลับมาถึงลุงปุ๊ด ป้าเป็งก็รับประทานอาหารค่ำ เพียบแปล้ เพราะพอญาติ ๆ ทราบว่ามาก็จัดเอาของอร่อยขึ้นมาเทียบกันเต็มไปหมดไม่เว้นแม้แต่ซี่โครงสะพานโค้งร้านโอ้กะจู๋ คิดดูก็แล้วกัน เม้าไปกินไปจนง่วงก็ขอตัวไปนอนให้หริ่ง หรีด เรไรขับกล่อม เพื่อพรุ่งนี้เช้าคุณหลานจะพาลุยต่อ

      รุ่งเช้าคุณหลานมาเคาะห้อง คุณอาแต่งตัวเตรียมพร้อมออกมานั่งจิบกาแฟกับอาหารเช้าแบบสบาย ๆ แล้วก็ขึ้นรถ แต่คุณหลานบอกไม่ต้องขึ้นรถหรอกเดินกันเถิดคุณอา น้ำตกแม่กำปองอยู่ห่างจากร้านเราไปหน่อยเดียว ค่ะหน่อยเดียวแต่เป็นหน่อยเดียวที่ลำบากในการเดินมาก เนื่องจากแม่กำปองเป็นที่ ที่ไม่มีไหล่ทางเพราะฉะนั้นเวลาเดินควรเดินเรียงเดี่ยว มิฉะนั้นจะโดนรถเฉี่ยวตรูดเอาได้นะคะ ชื่นชมน้ำตกจนชื่นใจแล้วก็เข้าวัดค่ะ

      วัดที่อยู่ใกล้น้ำตกมีชื่อว่า วัดคันธาพฤกษา เป็นอีกหนึ่งสถานที่ควรเยี่ยมชมเป็นอย่างมากเมื่อคุณมาแม่กำปอง วัดนี้มีอายุยืนยาวมากว่า 86 ปี ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนได้ยินเสียงน้ำไหลรินตลอดเวลา คงจะเป็นการวางตำแหน่งที่ดีนั่นเอง แล้วคุณหลานก็ลากดิฉันลงบันไดไต่หินไปที่พระอุโบสถกลางน้ำค่ะ แม่เจ้าอะไรจะสงบงดงามปานนี้ ฉันเป็นคนที่ชอบสวดมนต์ให้พระประธานฟัง ไปวัดไหนมีโอกาสอยู่ในพระอุโบสถคนเดียวฉันก็จะเริ่มสวดมนต์ให้พระฟังพร้อมนั่งสมาธิถวายกุศลให้กับสรรพวิญญาณแถวนั้นอีกด้วย ขอบอกเลยว่าเป็นการสวดมนต์นั่งสมาธิในพระอุโบสถกลางน้ำที่ฟินมาก

      เมื่อชื่นชมธรรมชาติและไหว้พระเสร็จเรียบร้อยคุณหลานก็พาดิฉันเข้ามาส่งในเมืองเพื่อเตรียมพร้อมทำงานต่อ ขอบอกเลยว่าชาร์ตแบตมาเต็มขนาดนี้งานหนักแค่ไหนก็บ่อยั่นค่ะ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

 

ไปให้เขากอดที่คีรีวง

      คีรีวง เป็นชื่อที่ได้ยินมานานแสนนาน แต่ไม่มีโอกาสไปเยือนเสียที จนกระทั่งวันหนึ่งได้อ่านรีวิวแล้วเห็นรูปหญิงสาวไปนั่งเหม่อลอยจิบกาแฟท่ามกลางหมอนอิงหลากสี วิวข้างหน้ามีหมอกลอยอ้อยอิ่งท่ามกลางขุนเขาเขียวขจี ฉันบอกตัวเองคำเดียวว่า อยู่ไม่ได้แล้วอยากไปนอนโง่ ๆ อยู่ตรงนั้น คีรีวง  ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพไปอาศัยอยู่เชิงเขาหลวง เดิมชุมชนนี้มีชื่อว่า “บ้านขุนน้ำ” เพราะตั้งอยู่ใกล้ต้นน้ำจากยอดเขาหลวง ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อ “บ้านคีรีวง” หมายถึง หมู่บ้านซึ่งอยู่ภายในวงล้อมของภูเขา จึงเป็นที่มาของวลีเด็ดที่ว่า  “ไปให้เขากอดที่คีรีวง”

      มีคนให้คำจำกัดความถึงคีรีวงว่า คือหมู่บ้านเล็ก ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่นี่นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สะท้อนถึงสายใยการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมนักท่องเที่ยวหลายคนถึงติดใจและหลงเสน่ห์ของบ้านคีรีวงกันเป็นแถว ๆ  เราเลย ออกเดินทางไปทำความรู้จักกับ “บ้านคีรีวง” ให้มากขึ้นและไม่แน่ว่าเราอาจจะได้พบกับอีกหนึ่งมุมที่มีเสน่ห์ของบ้านคีรีวง ที่ไม่ไปเองคงไม่มีวันได้สัมผัสก็เป็นได้ เสน่ห์ของบ้านคีรีวงที่เป็นที่กล่าวขานในหมู่นักท่องเที่ยว นั่นคือความสงบและความเงียบ การสัมผัสวิถีชีวิตแบบชนบท อิ่มไปกับบรรยากาศหมู่บ้านกลางหุบเขา ฟังเสียงน้ำไหล ผ่านแก่งหินต่าง ๆ ไหลรวมเป็นแม่น้ำสายเล็ก ๆ ผ่านกลางหมู่บ้าน จนกลายเป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จนได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว   ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน

      เมื่อไล่ดูสถานที่เที่ยวหลักๆ ของที่นี่แล้วมีอยู่หลายที่อยู่ เราต้องใช้เวลากี่วันกันนะ หรืออยู่กันยาว ๆไปเลยดี  “สะพานบ้านคีรีวง” เป็นจุดแลนด์มาร์กสำคัญที่ไม่ว่าใครก็ต้องมาถ่ายรูป เหมือนกับว่าถ้าใครไม่ได้มาถ่ายรูปกับสะพานนี้ก็เหมือนมาไม่ถึงบ้านคีรีวง  จากจุดแรกต้องไปเช็คอินและเตรียมไปเล่นน้ำที่ “หนานหินท่าหา” มีลักษณะเป็นลำคลอง ช่วงฤดูท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำที่บริเวณนี้กันอย่างสนุกสนาน เมื่อเล่นน้ำกันจนเปียกปอน ก็ต้องแต่งสวยให้พร้อมไปถ่ายรูปเล่นที่  “สะพานแขวน-ท่าหา” อยู่ไม่ไกลจากหนานหินท่านา เป็นสะพานแขวนเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยวิวป่าเขา เอาไว้เป็นอีกหนึ่งที่ถ่ายรูปสวย ๆ ของบ้านคีรีวง  ถ่ายรูปกันหนำใจแล้วเซเลปขาช้อปอย่างเราต้องไปที่ “ตลาดบ้านคีรีวง” จึงจะคู่ควร ตลาดนี้เป็น ตลาดเล็ก ๆ อยู่ไม่ไกลจากสะพานบ้านคีรีวง ทุกคนจะได้เดินเลือกซื้อของกินต่าง ๆ มากมาย จนท้องไม่พอจะบรรจุ  จากนั้นเราจะไปเที่ยว “ถ้ำน้ำวังศรีธรรมโศกราช” ถ้ำหินงอกหินย้อยที่สวยงาม ภายในมีสายน้ำไหลผ่าน นอกจากทัศนียภาพที่สวยงามแล้ว ถ้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมืองนครศรีธรรมราชอีกด้วย เนื่องจากเคยมีการค้นพบวัตถุโบราณจำนวนมากภายในถ้ำ และได้นำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ตำบลขุนทะเลซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล และท้ายสุด สุดท้าย เราก็ไปเยือน “น้ำตกวังไม้ปัก” น้ำตกขนาดเล็กที่อยู่สุดถนนของหมู่บ้านคีรีวง ยังคงอุดมด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์ทั้งป่าไม้โดยรอบ แถมอากาศก็ยังสดชื่นสุด ๆ 

       นอกจากธรรมชาติสวย ๆ ของบ้านคีรีวงแล้ว ขอบอกว่าอีกหนึ่งสิ่งที่พลาดไม่ได้ นั่นคือการตระเวนเยี่ยมชมกลุ่มอาชีพที่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านเป็นกลุ่มต่าง ๆ เช่น “กลุ่มลูกไม้” เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดพืช, “กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติ” ชมผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกสวย ๆ, “กลุ่มใบไม้บ้านคีรีวง” ชมผ้ามัดย้อมทำจากสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ เป็นต้น บอกเลยว่าเที่ยวเพลินได้ทั้งวัน แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ อันนี้กระซิบเป็นการส่วนตัวนะคะ สำหรับผู้ที่เลิฟทุเรียนแบบเวรี่ ทุเรียนกวนเผาไฟห่อกาบหมากของคีรีวงนี่เด็ดสุดเลยค่ะ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

ลพบุรีไม่ได้มีแต่ลิงกับดอกทานตะวัน

      ลพบุรี จังหวัดที่เต็มไปด้วยโบราณสถานกลางเมือง มีลักษณะคล้ายอาณาจักรขอมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นพระปรางค์สามยอด  ปรางค์แขก พระนารายราชนิเวศน์ และศาลพระกาฬ ถ้าให้นึกถึงจังหวัดลพบุรี คนก็จะคิดถึงลิงลูกเจ้าพ่อพระกาฬและทุ่งทานตะวันเป็นอันดับต้น ๆ จริง ๆ แล้วลพบุรีมีอะไรให้เราท่องเที่ยวได้อย่างเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือท่องเที่ยวเชิงวิสาหกิจชุมชน เพียงคุณขับรถออกจากกรุงเทพฯมาประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ ๆ คุณก็จะมาถึงลพบุรีแล้วค่ะ

      เรามาขับรถเที่ยวลพบุรีแบบตามใจฉันกันดีกว่านะคะ เราจะไม่เริ่มที่ศาลพระกาฬเหมือนกับคนอื่นเขา เราจะเริ่มที่บ่อดินขาวกันก่อนเลยค่ะ ลพบุรีมีบ่อดินขาวอยู่ที่ตำบลท่าแคและตำบลท่าตะโก ซึ่งเป็นแหล่งดินขาวขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชาวบ้านจะไปซื้อดินขาวมาแล้วนำมาผลิตดินสอพองที่หมู่บ้านหินสองก้อน ตำบลทะเลชุบศร จังหวัดลพบุรี ที่นี่มีบ้านที่เปิดให้เข้ามาทดลองทำดินสอพองกันหลายบ้าน ซึ่งปัจจุบันนี้นอกจากจะได้นำดินขาวมาทำดินสอพองแล้ว ยังสามารถนำมาใช้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้อีกไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมยาสีฟัน อุตสาหกรรมผลิตธูป ทำสีฝุ่น และอุตสาหกรรมการแพทย์แผนปัจจุบัน นอกจากนี้เนื่องจากความนิยมในการใช้ดินสอพองลดลงและเทศกาลสงกรานต์ก็ได้มีการสั่งห้ามนำดินสอพองมาเล่น จึงทำให้กิจการดินสอพองซบเซาลงไป ชาวบ้านจึงนำดินสอพองมาทำเป็นตุ๊กตาของที่ระลึก และนำมาผสมกับเกลือแล้วพอกไข่ทำเป็นไข่เค็มดินสอพองที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความอร่อย

      ออกจากหมู่บ้านดินสอพองแล้ว เราเลยมาเที่ยวที่วัดสันเปาโลใกล้ ๆ กัน วัดสันเปาโลนี้ สันนิษฐานว่าเป็นวัดในคริสต์ศาสนา สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา พร้อมใช้เป็นที่พักของบาทหลวง ที่สำคัญและ unseen คือ ที่นี่เป็นที่ตั้งของหอดูดาว ซึ่งใช้เป็นหอสังเกตการณ์ทางด้านดาราศาสตร์แห่งแรกของกรุงสยาม มีลักษณะเป็นหอคอยแปดเหลี่ยม เมื่อเรามาเดินโดยรอบของหอดูดาวนี้ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นซากปรักหักพังที่พอจะมีเค้าโครงให้เห็นอยู่บ้าง ก็จะพบว่าวัดสันเปาโลนี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยผสมยุโรปคล้ายกับบ้านวิชาเยนทร์ ซึ่งนอกจากจะมีจุดเด่นเป็นหอดูดาวแปดเหลี่ยมแล้ว ยังมีเรือนพักและพบฐานสิ่งก่อสร้างซึ่งเข้าใจว่าเป็นโบสถ์ฝรั่งแต่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ เมื่อมีการเปลี่ยนแผ่นดิน มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมืองด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  วัดสันเปาโลกลับถูกทิ้งร้าง ปัจจุบันจะเห็นเพียงซากผนังหอดูดาวแปดเหลี่ยมบางส่วน กับฐานของอาคารที่สันนิษฐานว่าเป็นที่พักและโบสถ์ฝรั่งเท่านั้น

      หลังจากเดินชมวัดสันเปาโลกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ขับรถเข้าเมืองมาเดินชมตลาดกันดีกว่านะคะ ว่ากันว่าหากคุณอยากจะชมวิถีชุมชน ตลาดนี่จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจและสภาพสังคมของพื้นถิ่นได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นตลาดบนเมือง ลพบุรีนี้ เมื่อเราเดินเข้าไปทางด้านหน้าตลาดจะเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังแสนอร่อยแวะรับประทานกันเล็กน้อย เสร็จแล้วเดินชม ชิม ช้อป ตามแผงขายของกินต่าง ๆ มากมายเช่น กุนเชียง หมูเค็ม ปลาเกลือ กะละแม ข้าวเหนียวแก้ว ปลาร้าสับ ปลาเห็ด (ทอดมัน) ลึกเข้าไปหน่อยจะเป็นผักและปลาสด สมกับที่ลพบุรีเป็นเมืองติดแม่น้ำ ปลาน้ำจืดตามฤดูกาลมีให้เลือกรับประทานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปลาเค้า ปลาน้ำเงิน ปลาหมู ปลากระทิง ฯลฯ และเมื่อเดินไปจนสุดตลาดเลี้ยวขวาจะเจอร้านขายปลาส้มฟักเจ้าดัง ที่มีของพื้นเมืองต่าง ๆ ขายมากมาย

      ก่อนออกจากลพบุรีเรามาแวะสักการะศาลพระกาฬแล้วให้อาหารลิงที่พระปรางค์สามยอดกันเล็กน้อย ขับรถผ่านสระแก้วที่มีคชสีห์รอบสระถือว่าเป็นแลนมาร์คของเมืองลพบุรี ก่อนขับรถกลับแบบสบาย ๆ

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ

สัมผัสวิถีคนยองที่บ้านหนองเงือก

      บ้านหนองเงือก เป็นชุมชนวัฒนธรรมชาวยอง อยู่ที่จังหวัดลำพูน แน่นอนที่สุด จะไปลำพูนให้ไวที่สุด เราควรจะต้องเหินฟ้าไปเท่านั้น เราตื่นแต่เช้าตรู่ไปขึ้นเครื่องบินเที่ยวแรกจากท่าอากาศยานดอนเมืองมุ่งสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ จากนั้นมีเจ้าบ้าที่แสนใจดีนำเราขึ้นรถมุ่งสู่บ้านหนองเงือก จังหวัดลำพูน เมื่อมาถึงบ้านหนองเงือกเราได้เข้าไปทำความรู้จักกับแม่หลวงมาลี แม่หลวงแห่งบ้านหนองเงือกจังหวัดลำพูน  ที่บ้านแม่หลวงนี้มีผู้คนคึกคัก เพราะเป็นจุดศูนย์กลางการทอผ้าฝ้ายนาโนกันที่นี่ ดีล่ะฉันหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้เห็นกันเสียทีว่าไอ้เจ้านาโนนี่มีหน้าตาเป็นอย่างไร เอาเข้าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีตัวนาโนอยู่ที่หนองเงือกค่ะ ทางหนองเงือกเค้าทอผ้าเสร็จแล้วส่งไปเคลือบนาโนที่พิษณุโลกค่ะ

      พอมาถึงเราก็เตรียมตัวจะทอผ้าอย่างเต็มที่ แต่เดี๋ยวก่อน แม่หลวงมาลีบอกว่า แขกไปใครมาที่บ้านหนองเงือกนี้ต้องได้ทำบุญที่วัดหนองเงือก เราจึงจัดชุดสังฆทานเป็นการด่วน ซึ่งเมื่อจัดชุดสังฆทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้เรียนรู้หนึ่งวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ซึ่งแสดงออกถึงความตั้งใจในการสร้างบุญทำกุศลของชาวยอง เริ่มตั้งแต่การทำ “กรวยสวยดอก” ซึ่งต้องทำด้วยตัวเอง แม่หลวงให้เราไปเก็บดอกไม้จากสวนข้างบ้านมาใส่กรวยกระดาษแข็งสีขาวที่เตรียมไว้พร้อมธูปเทียน จัดใส่ตะกร้าที่มีขวดและแก้วน้ำ ในที่นี้ชาวยองเรียกว่า “น้ำหยาด” เพื่อเอาไว้สำหรับกรวดน้ำอุทิศบุญให้แก่ผู้ล่วงลับและเจ้ากรรมนายเวร เมื่อตระเตรียมข้าวของกันเรียบร้อยแล้ว แม่หลวงก็นำเรามากราบถวายสังฆทานกับตุ๊เจ้า อาจารย์ไกรลาศ รัตนวรรณโณ เจ้าอาวาสวัดหนองเงือก ซึ่งท่านเป็นหนึ่งในพระเกจิดังของจังหวัดลำพูน

      วัดหนองเงือกแห่งนี้ มีคะตึกหอธรรมเป็นหนึ่งในสถานที่ ที่น่าเข้าไปเยี่ยมชม สิ่งที่สะดุดตาเมื่อแรกเข้าไปนั้นคือฝาผนังของหอธรรม ซึ่งวาดเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ การใช้สี และลายเส้นนั้นถึงจะไม่อ่อนช้อย หากแต่มีเอกลักษณ์ ในการให้สีสัน ที่น่าประทับใจอย่างมาก ในคะตึกหอธรรมเราได้พบตู้พระธรรมโบราณแกะสลักลวดลายเป็นรูปทวารบาลที่บานประตูตู้โครงสร้างของตู้พระธรรมนั้น ดูแข็งแรงบึกบึนราวกับจะท้าทายกาลเวลาที่ผ่านมานับร้อยปี

      ออกจากวัดมาแม่หลวง ก็พาเราไปที่โฮมสเตย์ ที่นี่เป็นบ้านติดแอร์ทั้งหลัง เหมาะแก่การมาพักผ่อนของคนเมืองที่อยากมาสัมผัสชีวิตอันแสนสงบของชาวหนองเงือก เหมือนได้กลับมาเยี่ยมบ้านญาติผู้ใหญ่ต่างจังหวัด แต่ยังมีความสะดวกสบายอยู่อย่างครบครัน เมื่อลงจากโฮมสเตย์หลังแรกแล้วแม่หลวงก็พาเราไปที่หนองน้ำออกรู ซึ่งว่ากันว่าเมื่อก่อนเป็นแหล่งชลประทานสำคัญของชาวหนองเงือก ที่นี่เค้าว่ากันว่าเป็นที่ปรากฏตัวของพญานาค อันเป็นที่มาของชื่อบ้านหนองเงือก

      เมื่อมาถึงถิ่นยองแล้วมื้อกลางวันแม่หลวงก็จัดให้เราได้รับประทานแบบยองที่ร้านลาบไก่โพธิ์ทอง อาหารประกอบไปด้วย น้ำพริกอ่อง กับแคบหมู แกงฮังเล ลาบไก่ ปลานึ่ง ทั้งหมดกินกับข้าวเหนียวและลาบไก่ ถ้าถามว่าอร่อยไหม ขอบอกว่าอาหารหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ มีความอร่อยเป็นเอกลักษณ์แบบยอง ยองบอกไม่ถูกเอาเป็นว่าอร่อยมากก็แล้วกันนะคะ

      หลังจากท้องอิ่มแล้วเราก็มาเรียนรู้เรื่องฝ้ายกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะเสียที ขั้นตอนการทอฝ้ายนั้นมีด้วยกันทั้งหมด 12 ขั้นตอนเราได้ทำจนครบทุกขั้นตอนยกเว้นขั้นตอนการเก็บดอกฝ้ายเพราะไม่ใช่ฤดูกาล เราลงมืออีดฝ้ายเพื่อเอาเม็ดฝ้ายออก ปดดอกฝ้ายให้ฟูเป็นปุย จากนั้นก็เอาฝ้ายมากิ๊ก ให้เป็นม้วน ๆ เหมือนเรากำลังพันสำลีกับไม้ให้เป็นท่อนยาว แล้วก็นำฝ้ายมาปั่นให้เป็นเส้น นำฝ้ายมากวักและขินหูก อันเป็นการเดินโยงเส้นใยไปมา เมื่อขินหูกเสร็จก็มาผัดหลอด เสร็จจากขั้นตอนนี้เราก็ได้มาทอผ้ากันอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที เวลาที่ขึ้นไปนั่งบนฮูกนะขอบอกเลยว่าจิตใจมันช่างฮึกเหิม แต่พอเอาจริงแล้วเหมือนทำอะไรไม่ถูกเลย ได้พี่สาวบ้านหนองเงือกมาช่วยสอน เลยพอทอกะเค้าได้หนึ่งนิ้วถ้วน อย่างที่บอกกันว่าผ้าฝ้ายของบ้านหนองเงือกนี้นอกจากจะทอด้วยฝ้ายแท้ ๆ อันเป็นเส้นใยธรรมชาติแล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยีนาโน มาช่วยเพิ่มคุณภาพของผ้าให้เป็นพิเศษเข้าไปอีกด้วยการใส่กลิ่นหอม ไม่สกปรกง่าย กันน้ำได้ประมาณนึงและผ้าสีจะไม่ตกซีดคงความงานเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้ยาวนานกว่าผ้าอื่น

      ก่อนอำลาหนองเงือกเราได้มาแวะเยือนเรือนโบราณที่จัดไว้เป็นโฮมสเตย์อีกแห่งหนึ่ง เรือนนี้แหละที่เราได้สัมผัสวิถียองอย่างแท้จริง ความประทับใจของคนทำกับข้าวอยู่ที่ครัวยองนี่เอง ครัวบ้านยองมีอาณาบริเวณเชื่อมต่อระหว่างยุ้งข้าวและตัวบ้าน เตาไฟนั้นจะเป็นก้อนหินสามก้อน ที่เค้าเรียกกันว่าก้อนเส้า และอีกจุดที่ประทับใจคือขั้นบันไดที่กว้างและยาว เรือนชาวยองแห่งนี้ดูแข็งแรง บึกบึนมาก วันหน้าฉันหวังว่าจะได้มานั่งโขลกน้ำพริกปิ้งปลา ทำอาหารที่ครัวแห่งนี้

*** รูปภาพใช้เพื่อเป็นแนวทางในการหาภาพประกอบทำอาร์ตเวิร์กนะคะ