บัวลอยหลากสี

     บัวลอยขนมหวานแห่งความหลังในวันเยาว์วัย ตอนค่ำ ๆ จะมีแม่ค้าเปิดร้านบัวลอยไข่หวานมาขายตามตลาดโต้รุ่ง และที่น่าแปลกคือแม่ค้าบัวลอยไข่หวาน จะมีรูปร่างหน้าตาสะสวยกันทุกคน แต่ในยุคก่อนบัวลอยไม่ได้มีสีสันสดใสอย่างในปัจจุบัน ขนมในสมัยนั้นเม็ดบัวลอยจะมีสีชาวขุ่นกลมมีขนาดใหญ่กว่าบัวลอยในยุคปัจจุบัน และเมื่อเวลาผ่านพ้นไปกระแสของการนำสีจากธรรมชาติมาใช้เพิ่มสีสันให้กับขนมไทย บัวลอยในยุคปัจจุบันจึงมีสีสวยงามราวลูกกวาด ซึ่งสีเหล่านี้ได้มาจากพืชธรรมชาติ สีเขียวจากใบเตย สีฟ้าจากดอกอัญชัน สีชมพูจากฝาง สีเหลืองจากฟักทองนั่นเอง 

     การทำขนมบัวลอยนั้นคือเป็นกิจกรรมครอบครัวที่แสนสนุกสนานสำหรับบ้านที่มีลูกหลานหลายคนมานั่งล้อมวงกันปั้นแป้งเป็นเม็ดบัวลอยหลากสีสัน มาช่วยกันต้มแป้งช้อนบัวลอยใส่น้ำกะทิที่ปรุงแล้ว บางคนก็ตอกไข่นกกระทาใบจิ๋ว ใส่ลงไปในกะทิทำไข่หวานแสนอร่อย หากคุณหลับตาเห็นภาพกิจกรรมอันแสนสุขนี้ในครอบครัวคุณ  ก็สามารถทำให้เป็นเรื่องจริงได้เลย เรามาเตรียมวัตถุดิบกันค่ะ

     วัตถุดิบบัวลอยหลากสี

                     แป้งข้าวเหนียว                                            4      ถ้วยตวง

                     แป้งมันสำปะหลัง                                         1      ถ้วยตวง

                     กะทิอุ่น ๆ                                                    2      ถ้วยตวง

                     น้ำใบเตยเข้มข้น                                          2      ช้อนโต๊ะ

                     น้ำอัญชันเข้มข้น                                          2      ช้อนโต๊ะ

                     น้ำดอกบานไม่รู้โรยเข้มข้น                            2      ช้อนโต๊ะ

                     ฟักทองต้มบดละเอียด                               1/2      ถ้วยตวง

                     กะทิ                                                           6      ถ้วยตวง

                     น้ำตาลทราย                                              ½       ถ้วยตวง

                     น้ำตาลปี๊บ                                                   4      ช้อนโต๊ะ

                     เกลือป่น                                                      2      ช้อนชา

                     ใบเตยสดมัดเป็นกำ                                      8      ใบ

     เมื่อเตรียมวัตถุดิบเรียบร้อยแล้ว เรามาทำแป้งหลากสีกันก่อนนะคะ แป้งสีแรกเราเลือกทำบัวลอยฟักทองก่อนโดยนำฟักทองบดมาผสมกับแป้งข้าวเหนียว  1 ถ้วยตวง กะทิ ¼ ถ้วยตวง นำมานวดเข้าด้วยกันหากเนื้อแป้งแห้งไปให้ค่อย ๆ เติมกะทิลงไปอีกนวดจนแป้งปั้นได้ไม่ติดมือ เอาผ้าขาวบางชุบน้ำบิดให้หมาดคลุมไว้ และต่อด้วยแป้งสีอื่น ๆ โดยทำแป้งขาว ด้วยการเทแป้งข้าวเหนียวที่เหลือลงไปในอ่างผสม ตามด้วยแป้งมัน นวดแป้งผสมน้ำกะทิให้เข้ากันจนแป้งจับตัวเป็นก้อน จากนั้นจึงนำแป้งมาแบ่งเท่า ๆ กัน นวดผสมกับน้ำใบเตย ส่วนหนึ่ง  ผสมกับน้ำอัญชันส่วนหนึ่ง และผสมกับน้ำบานไม่รู้โรยอีกส่วนหนึ่ง แล้วนำแป้งที่ทำไว้แล้วทั้งหมดมาปั้นเป็นเม็ดบัวลอย เมื่อเสร็จแล้วให้เอาผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดคลุมไว้ไม่ให้แป้งกระด้าง

     จากนั้นเตรียมผสมน้ำกะทิ โดยใส่กะทิลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟ นำใบเตยใส่ลงไป พอร้อนใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย เกลือป่น ลงไปต้มพอเดือดปุด ๆ ยกลงช้อนใบเตยออก หากต้องการทำไข่หวานให้ตอกไข่ไก่ หรือไข่นกกระทาลงในน้ำกะทิ ตั้งไฟอ่อน รอจนไข่สุกตักขึ้น รอไว้ใส่บัวลอย

     น้ำหม้อใส่น้ำตั้งเตาให้เดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้หรี่ไฟ แล้วทยอยใส่เม็ดบัวลอยลงไป  เอาทัพพีช้อนเม็ดแป้งที่ลอยขึ้นมาตักใส่ถ้วย ราดด้วยน้ำกะทิ ใส่ไข่หวาน รับประทานได้เลยค่ะ ขนมบัวลอยนี้นิยมรับประทานเป็นของหวานหลังอาหารมื้อค่ำ บางท่านจะทุบชิงแก่ลงไปในน้ำกะทิด้วย ว่ากันว่าจะช่วยทำให้สบายท้อง

     ความรู้คู่เมนูอร่อย

     เนื่องจากเมนูของเราเป็นบัวลอยหลากสี ซึ่งสีสันของบัวลอยนำมาจากพืชพันธุ์ธรรมชาติ จึงเห็นว่าเราควรจะมาเรียนรู้เรื่องราวของสีสันที่นำมาผสมอาหารคาวหวานจากพืชพันธุ์กัน  

     สีแรกที่คุ้นเคยเลยนั่นก็คือ สีเขียวจากใบเตยนั่นเอง เราใช้วิธีการนำใบเตยมาล้างทำความสะอาดหัวจรดปลาย หั่นเป็นฝอย ปั่นกับน้ำสะอาดกรองด้วยผ้าขาวบาง หากอยากให้สีเขียวเข้ม ให้นำน้ำใบเตยไปปั่นกับใบเตยที่เหลือ 1 รอบ จะได้สีของใบเตยที่เข้มขึ้น มีสีสวยกว่าปั่นครั้งเดียว 

     สีม่วงจากดอกอัญชัน  เพียงแค่เราเลือกดอกอัญชันสด ๆ ไม่เหี่ยว นำมาล้างให้สะอาด ขยำเบา ๆ กับน้ำเล็กน้อยแล้วกรอง จะได้สีน้ำเงิน หากอยากได้สีฟ้า ให้ผสมน้ำเพิ่ม และถ้าอยากได้สีม่วงให้ใส่น้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยจนได้สีม่วงตามต้องการ

     สีชมพูจากดอกบานไม่รู้โรย เพียงแค่เรานำดอกบานไม่รู้โรยมาล้างให้สะอาด แล้วต้มในน้ำเดือด จนน้ำสีจากดอก ออกมา นำมากรองแล้วจึงทิ้งให้เย็นสนิท ก่อนนำไปใช้งาน

     เพียงแค่นี้เราก็จะมีสีเอาไว้ใช้ปรุงแต่งอาหารและขนมให้น่ารับประทานโดยปราศจากสารเคมีได้อย่างมั่นใจแล้วนะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *